แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ทุกข์เกิดมาจากไหน

ทุกข์เกิดมาจากไหน - ปฏิจจสมุปบาท


"อวิชชา" สภาพที่ปราศจากความรู้ ทำให้เกิด...

"สังขาร" คือ อำนาจปรุงแต่ง ให้สิ่งนั้นหยุดอยู่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลงไป สังขารเป็นเหตุให้เกิด...

"วิญญาณ" คือ จิตชนิดที่จะทำหน้าที่ของจิต จิตที่อยู่เฉย ๆ เป็นภวังคจิต มันไม่ทำหน้าที่อะไรได้ มันถูกสังขารปรุงให้เป็นวิญญาณ ซึ่งคือจิตชนิดหนึ่งที่จะทำหน้าที่รับอารมณ์ได้ เฉพาะเรื่อง เฉพาะขณะหนึ่งเท่านั้น วิญญาณนี้ก็ทำให้เกิด

"นามรูป" - คือ กายกับใจ ที่มันยังไม่เป็นอะไร ยังไม่ทำหน้าที่อะไร เหมือนกับตายด้านอยู่ ให้ลุกขึ้นมาเป็นกายกับใจที่ทำหน้าที่ได้ชั่วขณะ ชั่วเรื่อง ชั่วตาเห็นรูป ชั่วหูฟังเสียง ฯลฯ ชั่วขณะอย่างนั้นเท่านั้น...

นามรูปที่เป็น active นั้น มันเกิดขึ้น (ส่วน)นอกจากนั้นมันเป็น dormant ที่หลับอยู่ เป็นกายกับใจที่ไม่ทำหน้าที่ วิญญาณนี้มันทำให้กายกับใจที่หลับอยู่เกิดเป็น active ขึ้นมา คือ ทำหน้าที่

กายกับใจหรือนามรูปอันนี้ มันก็ทำให้ "อวัยวะ 6" คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่หลับอยู่นี่ ลุกขึ้นมาทำหน้าที่รับอารมณ์ รับอะไรทางตา ทางหู ทางจมูก ฯลฯ

ทีนี้การที่ว่าอวัยวะข้างในนี้ มันพบกันเข้ากับสิ่งข้างนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส ฯลฯ เขาเรียกว่าการกระทบ หรือว่า "ผัสสะ" มันเกิดขึ้น กระทบผัสสะอย่างนี้แล้ว ก็มี "เวทนา" เกิดขึ้น ถูกใจหรือไม่ถูกใจ

เวทนาเกิดขึ้นแล้ว มันก็ทำให้เกิด "ตัณหา" คือ ความต้องการด้วยความโง่...ถูกใจก็อยากยึดครอง ไม่ถูกใจก็อยากจะทำลาย...

เมื่อตัณหาเกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่ต้องสงสัย ทีนี้ก็ยึดมั่น ในสิ่งที่มันอยาก มันต้องการ นี้เรียกว่า "อุปาทาน"

พฤติของจิตมี concept มาถึงอุปาทานอย่างนี้แล้ว ก็เรียกว่าพร้อม มีความพร้อมที่จะ "เป็นอยู่" หรือเป็นชีวิตอันหนึ่งในขณะนั้น เขาเรียกว่า "ภพ"....ภพนี้เรียกเป็นภาษาที่จะเขาใจสำหรับพวกคุณ คือคำว่า existance คือ ความมีอยู่ เป็นอยู่...

หลังจากภพก็มี "ชาติ" คือ ความเกิด นี่เป็นความรู้สึกที่เป็นตัวฉัน หรือตัวเรา ตัวอะไรเต็มที่....นี่คือชาติที่คน(ส่วนมาก)ยังไม่รู้จัก ก็คือ ชาติตอนนี้ ไม่ใช่ชาติที่เกิดจากท้องแม่ เป็นชาติที่เกิดจากอวิชชาประจำวัน

พอมีชาติอย่างนี้แล้ว ก็มีชรา มรณะ โสะ ปริเทวะ หรือว่าความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ที่นอนหลับอยู่เฉย ๆ ไม่รู้อยู่ที่ไหน จะมาเป็นปัญหาขึ้นในใจทันที เป็นความทุกข์ เป็นความกลัว ....

นี่เรียกว่า ความทุกข์มาจากตัณหา อุปาทาน ภพ และชาติ อย่างนี้ พอถึงความทุกข์ ก็เรียกว่ารอบหนึ่งแล้ว

ทีนี้ความทุกข์เกิดแล้ว ไม่ใช่อวิชชามันหมด อวิชชามันยังอยู่ คือ มันยังมีความเคยชินที่จะเกิดอยู่นั่นแหละ เดี๋ยว ทีนี้มันไปกระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางไหนเข้าอีก มันก็ทำงานอย่างนี้อีก เป็นวง ๆ ไปอย่างนี้ นี่คือ ปฏิจจสมุปบาท ที่เรียกแล้วฟังยาก แล้วไม่มีใครสนใจ ที่แท้ก็คือ motion อาการของสิ่งประหลาดลึกลับอันหนึ่ง ที่หมุนอยู่ในตัวคนนี้ แล้วทำให้เกิดความรู้สึกที่เป็นทุกข์

พุทธทาสภิกขุ

ย่อจากธรรมเทศนา เรื่อง วงล้อของชีวิตในชีวิตประจำวัน
9 เมษายน 2514
บรรยายอบรมภิกษุนิสิตมหาวิทยาลัยมหิดล

การรักษาอารมณ์ของมโนมยิทธิ


หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง)


มโนมยิทธินี่จะพาเราเป็นพระอริยะเจ้าได้เร็วที่สุด วิธีที่จะทรงมโนมยิทธิได้ ก็คือ


๑.พยายามรักษาอารมณ์ให้ทรงอยู่ในศีล
๒.นิวรณ์ ๕ ประการ อย่าให้มายุ่งกับใจ

ไอ้นิวรณ์ ๕ ประการน่ะไปไล่เบี้ยให้ดีว่ามีอะไรบ้าง แล้วก็วิธีที่จะระงับนิวรณ์ ๕ ก็ไม่ยาก ก็คือไม่สนใจมันเสียเลยในขณะที่ทรงสมาธิ หนักเข้าๆ พยายามไม่สนใจมันซะทั้งวัน สนใจอย่างเดียวว่า จับพระรูปพระโฉมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ชัดเจนอยู่ตลอดเวลา

คำว่า “ตลอดเวลา” ท่านอาจจะบอกว่ามันยากเกินไป แต่อย่าลืมว่าผมทำมาได้ ในตอนต้นผมทำได้ ที่ผมมาพูดนี่ผมทำได้ผมถึงมาพูด มันไม่ใช่ยากเกินไป และคนอื่นเขาก็ทำได้ คืออย่างใหม่ๆ มันก็ลืมบ้าง ไม่ลืมบ้าง ลืมบ้าง นึกได้บ้าง เป็นของธรรมดา

นี่ผมไม่ตำหนิ แต่พยายามควบคุมกำลังใจว่า ถ้าว่างเมื่อไหร่จับพระรูปพระโฉมพระองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้เป็นปกติ ถ้ามันชินจริงๆ ถ้าเราพูดอยู่ ทำงานอยู่ จิตมันก็จับเห็นพระพุทธรูปเป็นปกติ ถ้าทำได้ตลอดเวลา นี่เป็นฌานเป็น “พุทธานุสสติกรรมฐาน”

ถ้าเราเห็นพระพุทธเจ้าอยู่เป็นปกติ ท่านไม่ต้องสนใจว่าอารมณ์ของท่านจะเสื่อมเมื่อไหร่ ไม่มีคำว่าเสื่อม มันมีความแจ่มใสตลอดเวลา การที่จะเห็นเทวดา เห็นพรหม ไปนิพพานเรื่องง่ายๆ อารมณ์มันอยู่ตรงนี้

แต่ว่า ภาพพระพุทธเจ้านี่เป็นเครื่องวัดจิตของเรา ถ้าวันไหนถ้าจิตเราเลว วันนั้นภาพพระพุทธเจ้าจะไม่ผ่องใส จะมัวหมอง ถ้าเลวมากจะหายไปเลย เราก็ต้องค้นคว้าว่า มันเลวเพราะอะไร ทวนถอยหลังดูว่า ตั้งแต่เช้ามาถึงเวลานี้ เราทำอะไรผิดบ้าง ถ้าทำอะไรผิดไป เรารู้ตัวก็ขอขมาโทษต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสีย ว่าจะไม่ทำต่อไปแล้ว อารมณ์ก็จะแจ่มใสตามเดิม นี่เป็นการรักษาอารมณ์แบบง่ายๆ

ประการที่ ๒ การขึ้นไปนิพพานน่ะ ต้องขึ้นทุกวัน ถ้าวันหนึ่งหลายเที่ยวยิ่งดี การขึ้นไปไม่ต้องไปนั่งขัดสมาธิ ให้มันคล่องตัวจริงๆ เดินไปเดินมาปั๊บ!กำหนดจิตขึ้นไปถึงนิพพานเลย ขึ้นไปไหว้พระพุทธเจ้า

ต้องการรู้อะไรถามพระพุทธเจ้าโดยตรง อย่ารู้เอง ถ้ารู้เองไม่ช้าผิด ถ้าเราจะรู้อะไร ถ้ามันมีความรู้อยู่บ้าง ตัดอารมณ์รู้ทิ้งไปเสียก่อน ทำไม่รู้ไม่ชี้ ให้จิตมันทรงตัว แล้วก็เข้าไปถามพระพุทธเจ้าตรง ท่านบอกยังไงเชื่อตามนั้น ตรงกับความจริงทั้งหมด นี่เป็นการรักษาอารมณ์ ว่ากันโดยย่อนะ

สำหรับท่านที่ยังไม่ได้อย่าท้อใจคิดว่ายังไม่ได้ ก็รวมความว่าถ้าไม่มีบารมีมาในกาลก่อน ท่านก็ไม่อยากเจริญกรรมฐาน นี่เป็นเครื่องวัด คนที่ไม่มีความดีมาเลย กรรมฐานนี่เขาไม่ทำกัน

บารมี ๓ ขั้น คือ ถ้ามีบารมีต้น แค่บารมีต้นอย่างเดียว การเจริญกรรมฐานก็ไม่อยากทำ พอใจขั้นศีลกับทาน ถ้าหากมีบารมีเป็นอุปบารมี ก็พอใจแค่ฌานสมาบัติ ถ้าหากบารมีถึงขั้นปรมัตถบารมี จึงจะพอใจพระนิพพาน อันนี้ไปวัดใจเอาเอง

ถ้าหากว่าบารมีถึงอุปบารมี เราก็เร่งรัดเป็นปรมัตถบารมีได้ ไม่ใช่มันจมอยู่แค่นั้น มันสร้างต่อได้ นี่ขอท่านจงมั่นใจในความดีในอดีตของท่านว่าเคยสั่งสมความดีมามากแล้ว ตอนนี้ถ้าทุกคนที่ได้แล้วนะ จะไปถามองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอดูภาพเดิมก็จะเห็นชัดว่าเราเคยได้ฌานสมาบัติมาแล้วกี่ชาติ ถ้าท่านถามจริงๆ ท่านจะงงเต็มทีว่า โอ้โฮ!นี่เราได้มาตั้งเยอะแล้วหรือนี่

ภูมิที่อยู่ใกล้กับโลกมนุษย์

ภูมิที่อยู่ใกล้กับโลกมนุษย์..แต่เปรี่ยมด้วยทุกขเวทนายิ่ง


มีอยู่ภูมิหนึ่งที่อาศัยอยู่ร่วมกับโลกมนุษย์เรานี่แหละ เรามองไม่เห็นเค้า แต่เค้ามองเห็นเรา ภูมิของเขาจะซ้อนอยู่ในโลกของเรา เป็นภูมิแห่งการเสวยทุกข์โดยแท้ หาสุขมิได้เลย จมอยู่กับความทุกข์อยู่ทุกเมื่อ...

เปรตมักจะมาอยู่ใกล้ๆ ลูกหลานเชื้อสายเผ่าพงษ์ นั้นเป็นเพราะว่า มีกรรมเป็นเผ่าพันธ์เดียวกัน "กรรมะพันธุ" สืบต่อสายใยแห่งกรรม ฃเป็นเชื้อสายโดยตรง เมื่อทำบุญถึงเหล่าพงศาบรรดาเปรตบรรพบุรุษทั้งหลาย บุญจะถึงพร้อมแก่เปรตเหล่านั้นทุกประการ แต่หาได้น้อยนัก คนที่จะทำบุญให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว นั้นเป็นเพราะเขาไม่สามารถที่จะมองเห็นบรรพบุรุษที่ตกทุกข์ได้ยากของเขาได้ และอีกประการคนในสมัยนี้หลงลืมบรรพบุรุษแล้ว ลองให้ย้อนคิดถึงบรรพบุรุษกันเล่นๆ ก็คิดออกได้ไม่เกินสามรุ่น ผู้ที่เสวยกรรมเป็นเปรตในยุคนี้จึงลำบากมาก

การเกิดของสัตว์ภูมินี้ มาจากการสร้างกรรมไม่ดีกระทำสิ่งชั่วช้าลามกในสมัยที่เป็นมนุษย์ เมื่อตายจากการเป็นมนุษย์ด้วยบุพกรรมดลให้ไปเกิดเป็นเปรต
ปรุงแต่งนาม(เป็นนามธาตุ ไม่มีรูป) ไปตามรายละเอียดปลีกย่อยของบุพกรรมที่ได้กระทำ ทุกข์ก็เสวยไม่เหมือนกัันนะ รายละเอียดเยอะ ตกอยู่ในสภาวะเฉพาะตน..ฯ

ในพระไตรปิฎกได้กล่าวถึงเปรตไว้หลายประเภท เช่น

แบ่งตาม เปตวัตถุอรรถกถา (แบ่งได้ 4 ประเภท)
1. ปรทัตตุปชีวิกเปรต คือ เปรตที่มีชีวิตอยู่ได้ จากอาหารที่มีมนุษย์ให้ เช่น การเซ่นไหว้ เป็นต้น
2. ขุปปีปาสิกเปรต คือ เปรตที่อดอยาก ทุกข์จากความหิวโหยอยู่เป็นนิจ
3. นิชฌามตัณหิกเปรต คือ เปรตที่ถูกไฟเผาให้เร่าร้อนอยู่เสมอ
4. กาลกัญจิกเปรต คือ เปรตในจำพวกอสุรกาย

แบ่งตาม คัมภีร์โลกบัญญัตติปกรณ์ และ ฉคติทีปนีปกรณ์ (แบ่งได้ 12 ประเภท)


1. วันตาสเปรต คือ เปรตที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินน้ำลาย เสมหะ อาเจียน เป็นอาหาร
2. กุณปาสเปรต คือ เปรตที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินซากศพคนหรือสัตว์ เป็นอาหาร
3. คูถขาทกเปรต คือ เปรตที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินอุจจาระต่าง ๆ เป็นอาหาร
4. อัคคิชาลมุขเปรต คือ เปรตที่มีเปลวไฟลุกทั่วในปากตลอดเวลา
5. สุจิมุขเปรต คือ เปรตที่มีปากเท่าเล็กขนาดเท่ารูเข็ม
6. ตัณหัฏฏิตเปรต คือ เปรตที่ถูกตัณหาเบียดเบียนจนเกิดทุกข์จากความหิวข้าวหิวน้ำอยู่เสมอ
7. สุนิชฌามกเปรต คือ เปรตที่มีตัวดำเหมือนตอไม้ที่ถูกเผา
8. สุตตังคเปรต คือ เปรตที่มีเล็บมือเล็บเท้ายาวและคมราวกับมีด
9. ปัพพตังคเปรต คือ เปรตที่มีร่างกายสูงใหญ่เท่าขนาดของภูเขา
10. อชครังคเปรต คือ เปรตที่มีร่างกายราวกับงูเหลือม
11. เวมานิกเปรต คือ เปรตที่ต้องเสวยสุขเป็นเทวดาเฉพาะในเวลากลางวัน แต่ในเวลากลางคืนได้ไปเสวยทุกข์เป็นเปรตกินเนื้อตัวเอง
12. มหิทธิกเปรต คือ เปรตที่ถวายสิ่งของให้แก่พระสงฆ์ไม่ว่าจะเป็น ช้าง ม้า หรือเกวียน ซึ่งเป็นการถวายเพื่อเอาหน้าแต่ลับหลังขอคืน เมื่อตายไปเป็นเปตรที่ขี่ช้าง ม้า ไม่ก็นั่งเกวียน

แบ่งตามวินัยและลักขณสังยุตตพระบาลี (แบ่งได้ 21 ประเภท)

1. อัฏฐีสังขสิกเปรต คือ เปรตที่มีแต่กระดูกติดกันเป็นท่อน ๆ
2. มังสเปสิกเปรต คือ เปรตที่มีแต่เนื้อเป็นชิ้นๆ
3. มังสปิณฑเปรต คือ เปรตที่มีเนื้อเป็นก้อน
4. นิจฉวิปริสเปรต คือ เปรตที่ไม่มีหนังห่อหุ้ม
5. อสิโลมเปรต คือ เปรตที่มีขนเป็นพระขรรค์
6. สัตติโลมเปรต คือ เปรตที่มีขนเป็นหอก
7. อุสุโลมเปรต คือ เปรตที่มีขนเป็นลูกธนู
8. สูจิโลมเปรต คือ เปรตที่มีขนเป็นเข็ม
9. ทุติยสูจิโลมเปรต คือ เปรตที่มีขนเป็นเข็มชนิดที่ ๒
10. กุมภัณฑเปรต คือ เปรตที่มีอัณฑะใหญ่โตมาก
11. คูถกูปนิมุคคเปรต คือ เปรตที่จมอยู่ในอุจจาระ
12. คูถขาทกเปรต คือ เปรตที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการกินอุจจาระ
13. นิจฉวิตกิเปรต คือ เปรตหญิงที่ไม่มีหนังห่อหุ้ม
14. ทุคคันธเปรต คือ เปรตที่มีกลิ่นเหม็นเน่า
15. โอคิลินีเปรต คือ เปรตที่มีร่างกายเป็นถ่านไฟ
16. อลิสเปรต คือ เปรตที่ไม่มีศีรษะ
17. ภิกขุเปรต คือ เปรตที่มีรูปร่างเช่นเดียวกับพระ
18. ภิกขุณีเปรต คือ เปรตที่มีรูปร่างเช่นเดียวกับภิกษุณี
19. สิกขมานเปรต คือ เปรตที่มีรูปร่างเช่นเดียวกับสิกขมานา
20. สามเณรเปรต คือ เปรตที่มีรูปร่างเช่นเดียวกับสามเณร
21. สามเณรีเปรต คือ เปรตที่มีรูปร่างเช่นเดียวกับสามเณรี

อกุศลกรรมที่เป็นเหตุให้ไปจุติเป็นเปรต


1. ผู้มักอิจฉาริษยาผู้อื่น คิดอยากได้ทรัพย์สินของเขา ไม่ให้ทาน ตลอดจนโกงทรัพย์สินของสงฆ์มาเป็นของตน ตายไปเกิดเป็นเปรตตัวใหญ่ ปากเท่ารูเข็ม มีแต่กระดูก ตัวเหม็นสาป ผมรุ่ยร่ายลงมาคลุมปาก เสวยทุกขเวทนาทั้งกายใจ ร้องไห้คร่ำครวญนานนับพันปี

2. ผู้บวชเป็นสมณชีพราหมณ์ มักดูถูก กล่าวร้าย ติเตียนครูอาจารย์และคณะสงฆ์ ตายไปเกิดเป็นเปรตมีกายงามดังทอง มีปากเหมือนหมู ปากนั้นเหม็นหนักหนา มีหนองเต็มปาก หนอนเจาะกินปากหน้าตาและเนื้อตัวเขา

3. หมอหญิงให้ยาหญิงมีครรภ์กินเพื่อให้แท้งลูก ตายไปเกิดเป็นเปรตผู้หญิง เปลือยกาย ตัวเน่าเหม็น มีแมลงวันตอมจำนวนมาก ร่างกายมีแต่เส้นเอ็นและหนังหุ้มกระดูก กินเนื้อลูกน้อยตนตลอดเวลา

4. หญิงเห็นสามีถวายข้าว น้ำ และผ้าแก่คณะสงฆ์ กลับโกรธเคืองด่าทอสามี ตายไปเกิดเป็นเปรตผู้หญิงเปลือย อดอยาก เห็นข้าวน้ำอยู่ตรงหน้าก็จะหยิบมากิน แต่ข้าวน้ำนั้นกลายเป็นอาจม เป็นเลือด เป็นหนอง เห็นผ้าจะหยิบมานุ่งห่ม ผ้านั้นกลายเป็นแผ่นเหล็กแดงลุกไหม้ตลอดตัว

5. ผู้มักตระหนี่ไม่เคยทำบุญให้ทาน เห็นคนอื่นทำบุญให้ทานก็ห้ามปราม ตายไปเกิดเป็นเปรตร่างสูงใหญ่เท่าต้นตาล เส้นผมหยาบ ตัวเหม็นมาก อดอยากยากไร้นักหนา

6. ผู้เอาข้าวลีบปนข้าวดีแล้วไปหลอกขาย ตายไปเกิดเป็นเปรตเอามือกอบข้าวลีบลุกเป็นไฟใส่ศรีษะของตนตลอดเวลา ต้องทุกข์ทรมานมากมายหลายพันปีในนรก

7. ผู้ที่ตีศรีษะมารดาบิดาด้วยมือ ไม้ และเชือก ตายไปเกิดเป็นเปรตเอาฆ้อนเหล็กแดงตีศรีษะตนเอง

8. ผู้ที่มีคนมาขอข้าว ข้าวมีแต่หลอกว่าไม่มี ตายไปเกิดเป็นเปรต กินแต่ลามกอาจมปนหนองเน่าเหม็นนักหนา

9. ผู้เป็นข้าราชการ รับสินบนผู้ผิด ตัดสินความผิดเป็นถูก ถูกเป็นผิด ตายไปเกิดเป็นเปรตมีวิมาน มีบริวารนางฟ้า แต่เอาเล็บมือคมดังมีดกรด ขูดเนื้อหนังตัวเองกินต่างอาหาร

10. ผู้ด่าทอ กล่าวเท็จต่อพระสงฆ์ ผู้ใหญ่ผู้มีศีล ตายไปเกิดเป็นเปรตมีเปลวไฟพุ่งออกจากปาก อกและลิ้นแล้วลามไหม้ทั่วตัวเขา

11. ผู้มักข่มเหงรังแกคนยากไร้เข็ญใจอย่างไร้กรุณาปราณี เอาทรัพย์ของคนอื่นมาเป็นของตน และใส่ความผู้ไม่มีความผิด ตายไปเกิดเป็นเปรตผอม อดอยากมาก เห็นน้ำใสเอามือกอบจะกิน น้ำนั้นกลายเป็นไฟไหม้เขาทั้งตัว เขากลิ้งเกลือกตายในไฟนั้น

12. ผู้เผาป่า สรรพสัตว์หนีไม่ทันถูกไฟป่าคลอกตาย ตายไปเกิดเป็นเปรตผอม ตัวเปื่อยเน่ามือเน่า ตีนเปื่อยหลังโก่ง เขาเอาไฟคลอกตัวเองตลอดเวลา

13. ข้าราชการตัดสินความโดยไม่ชอบธรรม ไม่วางตัวเป็นกลาง ฉ้อราษฎร์บังหลวง ขูดรีดชาวบ้าน ตายไปเกิดเป็นเปรต ตัวใหญ่เท่าภูเขา มีขน เล็บตีนเล็บมือใหญ่ยาว คมดังมีดกรดและหอกดาบ ลุกเป็นเปลวไฟแทงตัวเขาตลอดเวลา


ผู้ที่ "สวดมนต์ ภาวนา สัพเพฯ แผ่บุญ" อยู่เป็นประจำ นับเป็นผู้มีประโยชน์ต่อทุกรูปนาม สามารถช่วยแผ่บุญให้สัตว์ในภูมิเปรตได้ฯ

"ใครจะใหญ่เกินกรรม"

วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2556

จงอย่าเป็นคนประมาท

จงอย่าเป็นคนประมาท เพราะคนประมาทได้ชื่อว่าตายเสียแล้ว


คนทุกวันนี้มีชีวิตอยู่อย่างเป็นผู้ประมาทเป็นเสียส่วนใหญ่ ไม่ค่อยได้สนใจในเรื่องการปฏิบัติธรรมในด้านจิตตะภาวนา มองเรื่องการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องของคนแก่บ้าง หรือคนไม่มีอะไรจะทำบ้าง หรือคนที่สิ้นหวังในชีวิตทางโลกบ้าง หรืออ้างว่าไม่มีเวลาที่จะมาปฏิบัติธรรมบ้าง หรือคิดว่ารอให้มั่งมีเสียก่อนแล้วจึงมา การคิดการมองเช่นนั้นจัดเป็นคนประมาท และได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ตายเสียแล้ว คือตายเสียจากความดีที่ควรจะได้ การปฏิบัติธรรม ไม่ใช่จะต้องเข้าไปอาศัยสถานที่ป่าเขาลำนำไพรที่สงัดสงบวิเวก หรือในวัดวาอารามอย่างเดียว ในการปฏิบัติธรรม ในชีวิตประจำวันของเราก็ปฏิบัติธรรมได้ เพราะการปฏิบัติธรรมไม่จำเป็นมุ่งเอาฌานเพื่อข่มกิเลส นั้นเป็นการปฏิบัติธรรมในรูปแบบ “เจโตสมาธิ” จึงต้องอาศัยสิ่งเหล่านั้นเป็นองค์ประกอบในการปฏิบัติธรรม รูปแบบเจโตสมาธินี้ ยังต้องอาศัยอุปนิสัยเดิม ในอดีตชาติที่เคยเป็นโยคีฤษีชีไพรจึงจะทำได้ดี คนทั่วไปจะทำได้ยากมากๆ และไม่เหมาะกับการเป็นอยู่ของคนที่ยังต้องอยู่ในโลก

การปฏิบัติธรรมที่แท้จริงคือมุ่งหมาย ในการระงับกิเลสกามคือความอยาก ละบาปอกุศลคือความเศร้าหมองไม่ให้เกิดขึ้นในจิตตะสันดานของเรา เพราะอกุศลคือรากเหง่าของความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นสาเหตุให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นจนเป็นทุกข์ และเพื่อให้จิตเป็นบุญคือความสบายใจ ให้จิตเป็นกุศลคือความขาวสะอาดมีความผ่องใส การปฏิบัติธรรมสามารถทำได้ในทุกโอกาส ทุกสถานที่ เพียงมีความเพียรในการท่องธัมมะภาวนาไว้ในใจของตนอยู่เสมอๆ ในชีวิตประจำวันว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” การท่องเอาไว้เสมอๆจะทำให้เกิดความรู้ตัวในจิตใต้สำนึก อันเป็นเหตุให้มีสติ ถอนความรู้สึกยินดียินร้ายในโลกออกเสียได้ ถอนความคิดว่าร้ายใครๆในโลกออกเสียได ถอนความคิดพยาบาทมุ่งปองร้ายใครๆในโลกออกเสียได้ จิตของเราก็จะมีความสงบสุขเป็นอธิจิต(จัดเป็นสมถะกรรมฐาน) มีสติในการพูดจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ เป็นอธิศีล มีตาปัญญาเกิดขึ้นรู้แจ้งเห็นแจ้งในสภาวธรรมต่างๆ เป็นอธิปัญญา(จัดเป็นวิปัสสนากรรมฐาน) ผู้ปฏิบัติธรรมจัดเป็นผู้ไม่ประมาท และเป็นผู้ไม่ตายเสียจากความดีที่ควรจะได้ นี่เป็นการปฏิบัติธรรมในรูปแบบปัญญาสมาธิ คือการมีธัมมะอบรมจิตของตนให้สงบ ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง



ความรู้สึกยินดียินร้ายเป็นอัตตา

ความรู้สึกยินดียินร้ายเป็นอัตตา รู้ปล่อยวางเสียได้จะเข้าใจในอนัตตา


ทุกวันนี้เราอยู่ในโลกที่ก่อให้เกิดอัตตาอยู่เสมอๆ ก็เพราะเราอยู่ในโลกของการรับรู้ใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย และธัมมารมณ์การนึกคิดปรุงแต่งจิต ด้วยความรู้สึกยินดียินร้ายตลอดเวลา จึงทำให้เกิดเป็นอัตตาอยู่ในใจ ทีละเล็กทีละน้อยสะสมไว้ในใจ ที่เรียกว่าอนุสัยกิเลส หรือตะกอนนอนเนื่องในจิตใต้สำนึก จึงทำให้เรามักยึดถือ หรือยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งที่รู้ทาง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย และธัมมารมณ์ ด้วยความรู้สึกยินดียินร้ายอยู่เสมอๆ เพราะความรู้สึกยินดียินร้าย จึงทำให้จิตส่งออกไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งรับรู้ทาง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย มานึกคิดปรุงแต่งอยู่เสมอๆทำให้เกิดอัตตา เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ตามมา

ถ้าเราได้ฝึกจิตของเราให้รู้ปล่อยวางเสีย ไม่เกิดยินดียินร้ายใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส จิตของเราก็จะไม่ส่งออกไปยึดมั่นถือมั่น ให้เกิดอัตตา จิตของเราก็จะเกิดความสงบนิ่ง เกิดตาปัญญารู้พิจารณาขึ้นมาเองในใจว่า ก็เพราะจิตของเราไม่ไปยึดมั่นถือมั่นด้วยอัตตา ต่อสิ่งที่มีอยู่คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย ที่เรารับรู้อยู่ล้วนเป็นอนัตตา เพราะไม่มีอัตตาไปยึดมั่นถือมั่น มันก็คืออนัตตานั้นนั่นเอง ดังมีกล่าวไว้ใน ติลักขณาทิคาถาว่า “เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้น ย่อมเบื่อหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง นั่นแหละ เป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด”

พระพุทธเจ้าท่านแสดงธรรมอยู่เสมอในที่ต่างๆว่า ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ในขันธ์ ๕ มี รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ และวิญญาณขันธ์ เมื่อเป็นทุกข์ควรหรือที่เราจะเข้าไปยึดมั่นถือมั่นใน ขันธ์ ๕ นั้น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เป็นรูปขันธ์ ในขันธ์ ๕ ที่เราต้องรับรู้ตลอดเวลา จึงควรฝึกจิตให้รู้ปล่อยวางในอารมณ์คือความรูสึกยินดียินร้ายเสียบ้าง จะได้ไม่เกิดอัตตาไปยึดมั่นถือมั่น จิตของเราก็จะไม่หลงไปยึดมั่นถือมั่นให้เกิดความทุกข์ การฝึกจิตให้รู้ปล่อยวาง ก็ต้องมีความเพียรในการท่องธัมมะภาวนาไว้ในใจอยู่เสมอๆว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” ยิ่งท่องไว้ให้มากๆก็จะไปสร้างความรู้ตัวไว้ในจิตใต้สำนึก ยิ่งจะทำให้เกิดสติ รู้ปล่อยวางในอารมณ์ได้มากๆ จิตของเราก็จะเกิดความสงบสุขได้มาก และเป็นเหตุให้เกิดอธิศีล มีการพูดจาชอบ,การงานชอบ,การเลี้ยงชีวิตชอบ, เกิดอธิจิต มีจิตที่ตั้งมั่นในความสงบ และมีอธิปัญญา คือมีตาปัญญาที่จะเห็นแจ้งในสภาวธรรมต่างๆได้ ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2556

นิกายเซ็น

นิกายเซ็น(Zen) 

     คือนิกายหนึ่งในพระพุทธศาสนา อยู่ในฝ่ายมหายาน แต่มีความคล้ายคลึงกับเถรวาทในสายพระป่า เซ็นไม่นิยมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรืออิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ เซ็นจะเน้นการฝึกปฏิบัติ ฝึกการใช้ปัญญา และสมาธิ เพื่อให้ เกิดพุทธิปัญญาจนเข้าใจหลักธรรมด้วยตนเอง จุดมุ่งหมายของเซ็น คือการตระหนักรู้ในพุทธภาวะ การบรรลุธรรมในแบบเซ็นจะเรียกว่า "ซาโตริ" หรือภาวะรู้แจ้ง ซึ่งเป็นภาวะที่ อวิชชา ตัณหา อุปทาน มลายหายไปสิ้น เมื่อบรรลุแล้วก็จะเข้าสู่ความหลุดพ้น ทุกสิ่งกลายเป็นสุญญตา หรือ "ความว่าง" ปราศจากความยึดมั่นถือมั่น แม้แต่พระนิพพาน จุดเด่นอีกประการหนึ่งของเซ็นคือการไม่ยึดติดในรูปแบบพิธีกรรม หรือแม้แต่พระไตรปิฎก เซนถือว่า การบรรลุมรรคผลนั้น ไม่ได้อยู่ที่ตัวบทอักษร หรือความรู้ด้วนปริยัติ เพราะตัวอักษรหรือภาษามีข้อจำกัด ไม่สามารถอธิบายความเป็นจริงทั้งหมดได้ และการหลุดพ้นในแบบเซ็น ก็ไม่ต้องมีขั้นตอน ไม่จำเป็นต้องเจริญไตรสิกขาตามลำดับมาเลย ใครก็ตามที่ตระหนักรู้แก่นแท้ข้องจิตใจตน ก็บรรลุเป็นอรหันต์ได้เลย

ด้วยความที่ เซ็น เป็นนิกายที่ส่งผ่านปรัชญาการดำเนินชีวิตที่นำไปใช้ได้จริงสู่ผู้ปฏิบัติอย่างถึงแก่นและเป็นธรรมชาติ ไม่ได้อิงกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือคัมภีร์ แต่เน้นให้ใช้ปัญญา เพื่อให้เห็นสัจจธรรมด้วยตนเอง เซ็นจึงเป็น ธรรมชาติ ที่อยู่รอบๆตัวเรา ผู้ศึกษาเซนจึงไม่จำกัดว่าจะเป็นคนศาสนาไหน ทำให้มีการศึกษาเซ็นอย่างกว้างขวาง ทั้งในหมู่ชาวพุทธ คริสต์ และ อิสลาม ปัจจุบันเซ็นได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายทั่วโลก ทั้งในจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป อเมริกา

การปฏิบัติเซ็น

วิธีการปฏิบัติเซ็น แบ่งได้เป็น 3 ประการคือ

ซาเซ็น (Zazen) หมายถึงการนั่งสมาธิอย่างสงบและเพ่งสมาธิ
ซันเซ็น (Sanzen) หรือ วิธีการแห่งโกอัน โกอัน หมายถึง เอกสารข้อมูลที่รับรู้กันโดยทั่วไป (public document) มักจะเป็นเรื่องราวของอาจารย์เซ็นในอดีต หรือบทสนทนาระหว่างอาจารย์กับศิษย์ มักเป็นปริศนาธรรม ใช้เป็นเครื่องมือทำลายความคิดทางตรรกะ เพื่อที่จะช่วยนำผู้ปฏิบัติไปสู่ความเป็นจริงแห่งเซ็น
ม็อนโด (Mondo) คือการถามและการตอบอย่างอย่างทันทีทันใด โดยไม่ใช้ระบบความคิดหรือเหตุผลไตร่ตรองว่าเป็นคำตอบที่ดีหรือไม่ อาจารย์จะเป็นผู้ตั้งคำถามและพิจารณาคำตอบที่ลูกศิษย์ตอบในขณะนั้น

ประวัติของนิกายเซน

พระมหากัสสป
ความเป็นมาของนิกายได้ท้าวความไปถึงครั้งพุทธกาล คือ เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฎ ทรงชูดอกไม้ขึ้นดอกหนึ่งท่ามกลางธรรมสภา โดยมิได้ตรัสอะไรเลย ที่ประชุมไม่มีผู้ใดเข้าใจความหมาย เว้นแต่พระมหากัสสปนั่งยิ้มน้อยๆ อยู่ พระศาสดาจึงตรัสว่า กัสสป ตถาคตมีธรรมจักษุได้ และนิพพานจิต ตถาคตมอบหมายให้แก่เธอ ณ บัดนี้ และได้มอบบาตรและจีวรให้พระมหากัสสป เซ็นจึงเคารพพระกัสสปว่า ผู้ให้กำเนิดนิกาย

พระอานนท์
พระอานนท์ เป็นสังฆปรินายกองค์ที่ 2 ของนิกายเซน สำหรับพระอานนท์นี้ มีตำนานเล่าว่า เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว พระอานนท์ผู้มีความจำเป็นเลิศ และเป็นผู้ได้ฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามากกว่าผู้ใด ยังเป็นพระโสดาบัน ไม่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ แต่มีภาระกิจจะต้องเข้าร่วมสังคายนาพระไตรปิฏก จึงได้เร่งบำเบ็ญเพียรปฏิบัติธรรมอย่างหนักเพื่อให้บรรลุเป็นพระอรหันต์ แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ จนกระทั่งอ่อนล้า และล้มตัวลงนอน จึงได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนนั้นเอง หลังจากที่ การสังคายนาพระไตรปิฎกเสร็จสิ้นลงแล้ว พระมหากัสสปจึงได้มอบบาตรและจีวรของพระพุทธเจ้าให้แก่พระอานนท์

พระโพธิธรรม (ตั๊กม้อ)
ต่อมาเซ็นได้มีการสืบต่อไปอีก 28 องค์ โดยแต่ละช่วงที่รับสืบทอด ก็จะได้รับบาตรและจีวรของพระพุทธเจ้าเป็นสัญลักษณ์ของสังฆปรินายก สืบต่อกันมาจนถึงพระโพธิธรรม (ตั๊กม้อ) "พระโพธิธรรม" เดิมเป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๓ ของพระเจ้าแผ่นดิน แคว้นคันธารราช ประเทศอินเดีย หลังจากที่ได้บรรลุธรรมแล้ว ก็เดินทางจากอินเดียเข้าสู่ประเทศจีน และได้สถาปนาเซ็นขึ้น ในประเทศจีน ช่วงเวลานั้น แม้ในประเทศจีนจะมีพระพุทธศาสนาสถาปนาขึ้นแล้ว แต่พุทธบริษัททั้งหลายปฏิบัติธรรมกันแต่เพียงผิวเผิน การสวดมนต์ภาวนา ศึกษาธรรม ก็มิได้ทำอย่างจริงจังกระทั่งเล่าเรียนพระไตรปิฎก ก็หวังเพียงประดับความรู้ หรือไม่ก็ใช้เป็นข้อถกเถียงเพื่ออวดภูมิปัญญา

ครั้งหนึ่ง พระเจ้าเหลียงบู้ตี๊ พระองค์ทรงเลื่อมใสศรัทธาพุทธศาสนามาก ทรงถือศีลกินเจอยู่เป็นประจำ เมื่อข่าวการมาถึงของพระอาจารย์ตั๊กม๊อถูกรายงานไปยังราชสำนัก พระเจ้าเหลียงบู๊ตี้ทรงปิติยินดี ยิ่งจึงได้มีพระกระแสรับสั่งให้อาราธนาเข้าเฝ้าทันที ในปีนั้นเองพระอาจารย์ตั๊กม๊อได้รับนิมนต์จากพระเจ้าเหลียงบู๊ตี้ ไปยังนานกิงนครหลวงเพื่อถกปัญหาธรรม
พระเจ้าเหลียงบู๊ตี้ ได้ตรัสถามพระอาจารย์ตั๊กม๊อว่า
"ตั้งแต่ข้าพเจ้าครองราชย์มา ได้สร้างวัดวาอาราม โบสถ์วิหาร และพระคัมภีร์มากมาย อีกทั้งอนุญาตให้ผู้คนได้บวช โปรยทาน ถวายภัตตาหารเจแด่พระภิกษุสงฆ์ ตลอดจนทะนุบำรุงพระศาสนามากมาย ไม่ทราบว่าจะได้รับบุญมากน้อยเพียงใด? "
พระอาจารย์ตั๊กม๊อ ตอบว่า
"ไม่ได้เลย"
พระเจ้าเหลี่ยงบู๊ตี้ ทรงตรัสถามอีกว่า
"อริยสัจ คืออะไร? "
พระอาจารย์ตั๊กม๊อ ตอบว่า "ไม่มี"
พระเจ้าเหลียงบู๊ตี้ ทรงตรัสถามอีกว่า
"เบื้องหน้าข้าพเจ้านี้ คือใคร?"
พระอาจารย์ตั๊กม๊อ ตอบว่า "ไม่รู้จัก"
พระเจ้าเหลียงบู๊ตี้ ทรงได้ยินคำตอบเช่นนั้น ไม่ค่อยพอพระทัย
พระอาจารย์ตั๊กม๊อ เห็นว่า พระเจ้าเหลียงบู๊ตี้ทรงสั่งสมภูมิปัญญายังไม่แก่กล้าพอที่จะบรรลุได้ จึงทูลลาจากไป

เว่ยหลาง
ท่านเว่ยหลาง หรือในภาษีจีนกลาง "ฮุ่ยหนิง" เป็นสังฆปรินายกองค์ที่ 6 พื้นเพเป็นชาวมณฑลกว่างตง บิดาเป็นชาวเมือง ฟั่นหยาง ถูกถอดออกจากราชการและได้รับโทษเนรเทศไปอยู่เมืองซินโจวและถึงแก่กรรมขณะที่ท่านฮุ่ยเหนิงยังเล็กๆอยู่ สองแม่ลูกพากันโยกย้ายไปอยู่กว่างโจว
ท่านฮุ่ยเหนิงประกอบอาชีพตัดฟืนไปขายเพื่อเลี้ยงดูมารดา

วันหนึ่งขณะที่นำฟืนไปส่งให้แก่เจ้าจำนำรายหนึ่งในตลาดพลันก็ได้ยินเสียงสวดมนต์ของชายคนหนึ่งอยู่ที่หน้าร้าน ซึ่งท่านฮุ่ยเหนิงเอาฟืนไปส่งนั่นเอง
ชายคนนั้นสาธยายมนต์มาถึงถ้อยคำที่ว่า
"พึงทำจิตมิให้มีความยึดถือผูกพันในทุกสภาวะ"
เมื่อได้ยินถ้อยคำเช่นนี้จิตใจของท่านฮุ่ยเหนิงก็สว่างโพลงในพุทธธรรม จึงถามชายคนนั้นว่า
"ท่านกำลังสวดอะไร"
"เรากำลังสวดวัชรสูตร"
"ท่านไปเรียนมาจากที่ไหน"
"เราเรียนมาจากท่านอาาจารย์หงเหย่น แห่งวัดตงฉัน ตำบลหวงเหมย เมืองฉีโจว ท่านมีศิษย์อยู่เป็นพันๆ คน โดยสั่งสอนให้ศิษย์ทั้งหลายบริกรรมพระสูตรนี้ เพื่อจักได้ค้นพบธรรมญาณแห่งตนและเข้าถึงความป็นพุทธะ"
ขณะที่ท่านฮุ่ยเหนิงกำลังซักไซร้ เรื่องราวด้วยความสนใจและแสดงความประสงค์ที่จะเดินทางไปเฝ้าพระอาจารย์หงเหย่น เพื่อเรียนพรระสูตรนี้ท่านมีความตั้งใจแน่วแน่มากจนชายใจบุญผู้อารีอยากสนับสนุนจึงให้เงินท่านฮุ่ยเหนิง 10 ตำลึงเพื่อนำไปให้มารดาไว้ใช้สอย ขณะที่ท่านฮุ่ยเหนิงไม่อยู่ และหลังจากที่ได้จัดแจงให้มีผู้ดูแลมารดาแล้วท่านก็มุ่งหน้าเดินทางไปยังวัดตงฉัน ตำบลหวงเหมยทันที ใช้เวลาเกือบสามสิบวันจึงถึงจุดหมาย
เมื่อเข้าไปนมัสการพระอาจารย์หงเหยิ่น ท่านก็ถามว่า
"เจ้ามาจากไหนหรือ และต้องการอะไร"
"กระผมเป็นคนเมืองซินโจว มณฑลกว่างตง กระผมต้องการมากราบท่านอาจารย์และต้องการหาหนทางความเป็นธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะเท่านั้น นอกจากนี้แล้วกระผมไม่ต้องการอะไรเลย"
"เธอเป็นชาวกว่างตงหรือ เป็นคนป่าคนดงยังจะหวังเป็นพุทธะได้ยังไงกัน"
"ทิศเหนือทิศใต้เป็นเพียงแบ่งทิศทาง แต่หาได้แบ่งแยกความเป็นพุทธะไม่กระผมแตกต่างไปจากท่านอาจารย์ก็ตรงที่ร่างกายเท่านั้นแต่ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะไม่แตกต่างกันเลย"

ท่านสังฆปริณายกรู้ทันทีว่าเด็กหนุ่มบ้านอกคนนี้ ได้รู้สัจธรรมระดับหนึ่งแล้วแต่เพื่อมิให้เป็นภัยแก่เขา จึงแสร้งดุให้เขาเงียบเสียง แล้วให้ไปช่วยทำงานในครัว

วันหนึ่งท่านอาจารย์เรียกประชุมศิษย์ทั้งหมด ให้แต่ละคนเขียน "โศลก" บรรยายธรรมคนละบทเพื่อทดสอบภูมิธรรม "ชินเชา (ชินชิ่ว)" หัวหน้าศิษย์ เป็นผู้ที่ใคร ๆ ยกย่องว่าเป็นผู้เข้าใจธรรมะอย่างลึกซึ้งกว่าคนอื่น และมีหวังจะได้รับมอบบาตรและจีวรจากท่านอาจารย์แน่ ๆ ได้แต่งโศลกบทหนึ่ง เขียนไว้ที่ผนังว่า

"กาย คือต้นโพธิ์
ใจ คือกระจกเงาใส
จงหมั่นเช็ดถูเป็นนิตย์
อย่าปล่อยให้ฝุ่นละอองจับ"

ท่านอาจารย์อ่านโศลกของชินเชาแล้ว ชมเชยต่อหน้าศิษย์ทั้งหลายว่าเป็นผู้เข้าใจธรรมอย่างลึกซึ่ง (แต่ตอนกลางคืนเรียกเธอเข้าไปพบตามลำพังบอกว่าชินเชา "ยังไม่ถึง" ให้พยายามต่อไป) เว่ยหล่างได้ฟังโศลกของหัวหน้าศิษย์แล้ว มีความรู้สึกเป็นส่วนตัวว่า ผู้แต่งโศลกยังเข้าใจไม่ลึกซึ้ง จึงแต่งโศลกแก้ เสร็จแล้ววานให้เพื่อนช่วยเขียนให้ เพราะเว่ยหล่างอ่านหนังสือไม่ออกเขียนไม่ได้ โศลกบทนั้นมีความว่า

"เดิมที ไม่มีต้นโพธิ์
ไม่มีกระจกเงาใส
เมื่อทุกอย่างว่างเปล่าตั้งแต่ต้น
ฝุ่นละอองจะลงจับอะไร"

ท่านอาจารย์รู้ทันทีว่า ผู้เขียนโศลกเป็นผู้เข้าถึงสัจธรรมสูงสุดแล้ว จึงถามใครเป็นคนแต่ง พอทราบว่าเว่ยหล่างเด็กบ้านนอกแต่ง จึงสั่งให้ลบทิ้ง พร้อมดุด่าต่อหน้าศิษย์อื่นๆ ว่า หนังสือยังอ่านไม่ออกสะเออะจะมาเขียนโศลก แต่พอคล้อยหลังศิษย์อื่น ท่านอาจารย์เรียกเว่ยหล่างเข้าพบมอบบาตรและจีวรให้ (มอบตำแหน่ง) แล้วสั่งให้รีบหนีไปกลางดึก

รินไซเซน
รินไซเซนเป็นเซนหนึ่งในห้าสายหลักของเซนสายใต้ ปรมาจารย์ของเซนสายนี้คือท่าน หลินจิ อี้เสวียน ท่านเป็นศิษย์ของปรมาจารย์ ฮวงโป ซนสายนี้รุ่งเรืองทั้งในและนอกประเทศจีน ในญี่ปุ่น ท่านเมียวอัน เออิไซ เป็นผู้นำเข้าไปเผยแผ่ ในญี่ปุ่น ในราวปีค.ศ. 1191 ท่านติช นัท ฮันห์ ปรมาจารย์เซนยุคปัจจุบัน ชาวเวียดนาม ก็เป็นหนึ่งในผู้สืบทอดเซนสายนี้ เซนสายนี้มีลักษณะเด่นคือ มีการใช้การตวาด การฟาดตี หรือคำพูดที่รุนแรง ในการกระตุ้นให้ผู้ศึกษาบรรลุธรรมอย่างฉับพลัน จนมีคำกล่าวในญี่ปุ่นว่า เซนสายรินไซ เป็นเซนสำหรับ โชกุน ส่วนเซนสายโซโต ซึ่งนุ่มนวลกว่า เป็นเซนสำหรับชาวบ้าน

การบรรลุธรรมของท่านรินไซ
ท่านรินไซได้ไปเป็นศิษย์ของท่านฮวงโปอยู่ 3 ปี ได้ศึกษาพระธรรมวินัยและข้อปฏิบัติอย่างเคร่งครัด วันหนึ่งเพื่อนของท่านให้ไปถามท่านอาจารย์ฮวงโปว่า

"แก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออะไร ?"

คำตอบที่ท่านได้รับก็คือ ถูกท่านฮวงโปตีด้วยไม้เท้า 3 ทีโดยไม่อธิบายอะไรเลย ท่านรินไซน้อยใจจึงคิดจะลาไปยังสำนักอื่น ท่านฮวงโปจึงแนะนำให้ไปหาพระอาจารย์ต้ายู้ ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำเคาอัน ท่านต้ายู้พอทราบเรื่องราวทั้งหมด จึงบอกกับท่านรินไซว่า

"ที่ท่านฮวงโปตีเจ้านั้น ก็เพื่อปลดเปลื้องเจ้าให้ออกจากความทุกข์ต่างหากเล่า"

ท่านรินไซพิจารณาแล้วก็รู้แจ้งว่า

"พุทธธรรมนั้น น้อยนิดยิ่งนัก ไม่มีอะไรมากไปกว่าการทำใจไม่ให้เป็นทุกข์เท่านั้น"

ไม่มีความทุกข์เหลืออยู่อีกเลยเพราะหยุดคิดปรุงแต่งด้วยกิเลสเสียแล้ว ท่านได้กลับไปหาท่านฮวงโปอีกครั้ง และเล่าให้ฟังถึงการสนทนาธรรมและสิ่งที่ท่านได้รับจากท่านต้ายู้ ท่านอาจารย์ฮวงโป จึงคิดจะทดลองดูว่า ศิษย์รู้แจ้งในธรรมจริงแท้แค่ไหน จึงกล่าวว่า

"เจ้าต้ายู้นี่มันเพ้อเจ้อเหลือเกิน มาคราวหน้าถ้าพบกันอีกต้องตีเสียให้เข็ด"

"จะรอถึงคราวหน้าทำไม ทำไมไม่ตีเสียเลยคราวนี้"

ท่านรินไซกล่าวตอบ ว่าแล้วท่านก็ตบหน้าท่านฮวงโปฉาดใหญ่ ความปล่อยวางเกิดขึ้นในขณะเดียวกันทั้งศิษย์และอาจารย์ ท่านฮวงโปเพียงแต่พูดว่า

"เจ้าบ้าคนนี้ มันกำลังลูบหนวดเสือ"

บทสรุป
จะเห็นได้ว่านิกายเซ็นเป็นนิกายที่เร็วและแรง เน้นการบรรลุธรรมแบบฉับพลัน มีโกอานท้าทายดึงดูดผู้มีปัญญา มาไขปริศนาธรรม เพื่อฝึกฝนวิธีคิดแบบอริยะ ทำลายความคิดทางตรรกะ เพื่อให้เห็นสัจธรรม เซ็นจึงพุ่งตรงไปที่แก่นของพุทธศาสนา เป็นนิกายที่เน้นให้ผู้ปฏิบัติเข้าถึงประสบการณ์ของสภาวะธรรม และ สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ที่สุด มิใช่แต่เพียงท่องจำ แล้วนำไปใช้แบบฝืนธรรมชาติ การศึกษาเซ็น จำเป็นต้องละทิ้งความยึดมั่นถือมั่นไปเสียก่อน แม้แต่การยึดมั่นถือมั่นใน พระไตรปิฎก หรือ แม้แต่พระพุทธเจ้า ดังภาพวาดอันโด่งดังของท่านเว่ยหลาง ที่กำลังฉีกคัมภีร์ อยู่ ส่วนคำสอนของลูกศิษย์ของท่าน ไปไกลยิ่งกว่านั้นเสียอีก ท่านว่าไงน่ะหรือ "พบพระพุทธเจ้าบนนถนน ... จงฆ่าเสีย" มีใครไขปริศนาธรรมข้อนี้ได้ไหมครับ


บทสรุป

จะเห็นได้ว่านิกายเซ็นเป็นนิกายที่เร็วและแรง เน้นการบรรลุธรรมแบบฉับพลัน มีโกอานท้าทายดึงดูดผู้มีปัญญา มาไขปริศนาธรรม เพื่อฝึกฝนวิธีคิดแบบอริยะ ทำลายความคิดทางตรรกะ เพื่อให้เห็นสัจธรรม เซ็นจึงพุ่งตรงไปที่แก่นของพุทธศาสนา เป็นนิกายที่เน้นให้ผู้ปฏิบัติเข้าถึงประสบการณ์ของสภาวะธรรม และ สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ที่สุด มิใช่แต่เพียงท่องจำ แล้วนำไปใช้แบบฝืนธรรมชาติ การศึกษาเซ็น จำเป็นต้องละทิ้งความยึดมั่นถือมั่นไปเสียก่อน แม้แต่การยึดมั่นถือมั่นใน พระไตรปิฎก หรือ แม้แต่พระพุทธเจ้า ดังภาพวาดอันโด่งดังของท่านเว่ยหลาง ที่กำลังฉีกคัมภีร์ อยู่ ส่วนคำสอนของลูกศิษย์ของท่าน ไปไกลยิ่งกว่านั้นเสียอีก ท่านว่าไงน่ะหรือ "พบพระพุทธเจ้าบนนถนน ... จงฆ่าเสีย" มีใครไขปริศนาธรรมข้อนี้ได้ไหมครับ ?



*****************************


Cr. http://sudoku.in.th/

วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556

สัปปุริสธรรม 7


สัปปุริสธรรม 7

แปลว่า การคบสัตบุรุษ สัตบุรุษ เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า คนดี คนสงบ ตรงกับภาษาบาลีว่า สัปปุริสะ ผู้ที่เป็นสัตบุรุษหรือสัปปุริสะ ได้แก่ 

1.
รู้เหตุ
2.
รู้ผล
3.
รู้ตน
4.
รู้ประมาณ
5.
รู้กาล
6.
รู้ชุมชน
7.
รู้บุคคล 


การเข้าไปคบหา ได้แก่ การเข้าไปสนทนาไต่ถาม มอบตัวเป็นศิษย์ รับโอวาทของสัตบุรุษ

เมื่ออยู่ในท้องถิ่นที่มีสัตบุรุษ คือ คนดีตามจักรข้อ ๑ แล้ว ก็เข้าไปคบหาสมาคมกับสัตบุรุษนั้น เป็นจักรข้อที่ ๒ สัตบุรุษย่อมแนะนำสิ่งที่ควร
แนะนำ ให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ ให้รู้จักเว้นชั่วประพฤติดี ละสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์กระทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์อย่าง
เดียว 

1.
 
ธัมมัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักเหตุ หมายความว่า ความรู้จักหัวข้อธรรม หัวข้อวินัย อันเป็นเหตุแห่งความสุข และแห่งความทุกข์
เช่น อโลภะ ความไม่โลภ อโทสะ ความไม่โกรธ อโมหะ ความไม่หลง เป็นเหตุแห่งความสุข โลภะ ความโลภ โทสะ ความโกรธ โมหะ
ความหลง เป็นเหตุแห่งความทุกข์ เป็นต้น.

2.
อัตถัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักผล หมายความว่า ความรู้จักเนื้อความของธรรมของวินัยแต่ละข้อ คือความสุขและความทุกข์ อัน
เป็น ผลแห่งหัวข้อธรรมวินัยที่เป็นเหตุนั้น ๆ เช่น ความสุขเป็นผลแห่งอโลภะ อโทสะ อโมหะ ความทุกข์ เป็นผลแห่งโลภะ โทสะ โมหะ เป็น
ต้น

3.
อัตตัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักตน หมายความว่า ความรู้จักฐานะภาวะที่ตนมีอยู่เป็นอยู่ แล้วประพฤติให้เหมาะสม เช่นเกิดมาใน
ชาติ ตระกูลใด มียศศักดิ์อย่างไร มีสมบัติเท่าไร มีบริวารเป็นอย่างไร มีความรู้ทางโลกเท่าไร ความรู้ทางธรรมเท่าไร และมีคุณธรรม คือ
สัทธา สีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณเท่าไร เมื่อรู้จักแล้วต้องวางตนให้เหมาะสม คือเจียมเนื้อเจียมตัว ตั้งอยู่ในสุจริตประพฤติดีด้วย
ไตรทวารสม่ำเสมอ ไม่เย่อหยิ่งอวดดี อวดมั่งอวดมีอวดรู้ โบราณท่านสอนว่าให้หมั่นตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาหน้า ก็มุ่งให้รู้จักระวังตน
ประพฤติตนให้เหมาะสมแก่ฐานะภาวะดังกล่าวนี้เอง

4.
มัตตัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักประมาณ รู้จักพอดี หมายความว่า จะทำอะไร จะพูดอะไร จะคิดอะไร ก็ให้รู้จักประมาณ พอดี พองาม,
ไม่ มาก ไม้น้อย, ไม่ขาด ไม่เกิน, ไม่ตึง ไม่หย่อน, ไม่อ่อนปวกเปียก ไม่แข็งกร้าว ไม่เกิดโทษแก่ใคร ๆ มีแต่เกิดประโยชน์แก่บุคคลทั่ว
ไป ในกาลทุกเมื่อ ดังธรรมสุภาษิต ที่ว่า มัตตัญญุตา สทา สาธุ

ความรู้จักประมาณสำเร็จประโยชน์ในการทุกเมื่อ ดังนี้. ฉะนั้น ท่านจึงจำกัดความรู้จักประมาณไว้ 3 ประการ คือ
1.
รู้จักประมาณ ในการแสวงหาเครื่องเลี้ยงชีวิตแต่โดยทางที่ชอบธรรม มีกสิกรรม เป็นต้น ตามควรแก่ฐานะภาวะของตน
2.
 รู้จักประมาณในการรับ คือรับแต่สิ่งที่ดีไม่มีโทษตามกฎหมาย เช่น ไม่ใช่ของโจร ไม่ใช่ของหนีภาษี เป็นต้น ถ้าเป็นพระ เณร ก็ไม่รับของ
ผิด พระพุทธบัญญัติ เช่น เงินทอง เป็นต้น รับแต่ปัจจัยที่สมควรแก่สมณะบริโภค
3.
 รู้จักประมาณในการบริโภค คือพิจารณาเสียก่อน เว้นสิ่งที่มีโทษ บริโภคกินใช้สอยแต่สิ่งที่มีประโยชน์ แม้สิ่งที่มี ประโยชน์นั้นก็บริโภค
แต่ พอควรแก่ความต้องการของร่างกาย ให้พอดีกับฐานะและภาวะ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่เบียดกรอ.

5.
 กาลัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักกาลเวลา หมายความว่า ความรู้จักกำหนดจดจำว่า กาลเวลาไหนควรปฏิบัติกรณียะอันใด แล้วปฏิบัติ
ให้ ตรงต่อเวลานั้น ไม่ช้าเกินควร ไม่ด่วนเกินกาล และรู้จักกรณียะบางอย่างบางคราว บางแห่ง ต้องทำให้เสร็จต่อเวลาก็ต้องรีบ จะชักช้าอยู่
ไม่ได้ ถ้าช้าอยู่ก็จัดว่าไม่รู้จักกาลเวลา และอาจเสียประโยชน์ได้ หรือบางอย่างต้องทำหลังเวลาจึงจะดี ถ้ารีบทำเสียก่อนเวลาก็ไม่ดี จัดว่า
ไม่รู้จักกาลเหมือนกัน อนึ่ง กาลเวลาที่ควรทำกิจนี้ แต่เอากิจอื่นมาทำ หรือเวลาที่ควรทำกิจอื่น แต่เอากิจนี้มาทำ อย่างนี้ก็ชื่อว่า ไม่รู้จัก
กาล เหมือนไก่บางตัวที่ขันไม่รู้จักเวลา ย่อมเสียหายและน่าติเตียนมาก คนดีย่อมไม่ทำอย่างนี้ เขารู้กาลสมัย ทำราชการได้ดี มีพระพุทธ
สุภาษิต สอนว่า กาลัญญู สมยัญญู จ ส ราชวสติง วเส ผู้รู้กาลสมัย พึงอยู่ในวงราชการได้ เพราะทางราชการถือเวลาเป็นกวดขัน ผิดเวลา
ไม่ได้

6.
 ปริสัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักชุมชน คือความรู้จักชนชั้นต่าง ๆ เช่น ชั้นผู้ใหญ่โดยชาติ โดยวัย โดยคุณ พวกหนึ่ง ชั้นผู้น้อย
โดยชาติ โดยวัย โดยคุณ พวกหนึ่ง กิริยาวาจาที่จะใช่ต่อชนชั้นผู้ใหญ่อย่างหนึ่ง ที่ใช้ต่อชนชั้นผู้น้อยอย่างหนึ่ง ฉะนั้น ความรู้จักชุมชนนั้น ๆ
ด้วย แล้ว เมื่อเข้าไปหาเขา เราต้องปฏิบัติ คือใช้กิริยาวาจาให้เหมาะสมแก่ชนนั้น ๆ

7.
 ปุคคลปโรปรัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักบุคคลผู้ยิ่งและผู้หย่อน หมายความว่า ความรู้จักเลือกว่า นี้เป็นผู้ยิ่งคือดี นี้ผู้หย่อนคือไม่ดี
วิธีเลือก คือ แยกบุคคลออกเป็น ๒ พวก พวกใดใคร่เห็นผู้ประเสริฐ ใคร่ฟังธรรมตั้งใจฟังจำได้ พิจารณาเนื้อความธรรมที่จำได้ รู้ทั่วถึงผล
ถึงเหตุแล้วปฏิบัติธรรมตาม สมควร เพื่อประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น พวกนี้นับว่าดี น่าสรรเสริญควรคบ ส่วนพวกที่ตรงกันข้าม เป็นคนไม่ดี น่า
ตำหนิ ไม่ควรคบ เมื่อคัดเลือกออกเป็น ๒ พวกแล้ว ก็คบเฉพาะกับคนดี ไม่คบคนไม่ดี จึงจะเป็นคนดี สมด้วยพระบาลีว่า ยัง เว เสวติ ตาทิ
โส คบคนใดก็เป็นคนเช่นนั้น ดังนี้.


ตอนที่ 2

สัปปุริสธรรมอีก 7 อย่าง

1.
 สัตบุรุษ ประกอบด้วยธรรม 7 ประการ คือ มีศรัทธา มีความละอายต่อบาป มีความกลัวต่อบาป เป็นคนได้ยินได้ฟังมากเป็นคนมีความ
เพียร เป็นคนมีสติมั่นคง เป็นคนมีปัญญา.
2.
 จะปรึกษาสิ่งใด ๆ กับใคร ๆ ก็ไม่ปรึกษา[/b] เพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
3.
 จะคิดสิ่งใด ก็ไม่คิด เพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
4.
 จะพูดสิ่งใด ก็ไม่พูด เพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
5.
 จะทำสิ่งใด ก็ไม่ทำ เพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
6.
 มีความเห็นชอบ เห็นว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น.
7.
 ให้ทานโดยเคารพ คือ เอื้อเฟื้อแก่ของที่ตัวให้ และผู้รับทานนั้นไม่ทำอาการดุจทิ้งเสีย.

อธิบายข้อธรรม
1.
มีศรัทธา (อธิบายแล้วข้างต้น)
2. 3. 4. 5.
หมายความว่า ธรรมดาสัตบุรุษเมื่อปรึกษา คือสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่นก็ตาม จะคิดตามลำพังตนก็ตาม จะพูดให้
ใครฟังก็ตาม จะทำการใดก็ตาม มุ่งความสงบสุขแก่ทุกฝ่าย ไม่ให้ใคร ๆ เดือดร้อนเพราะพฤติกรรมของตน ทำตนให้มีกาย วาจา ใจ สงบ
บริสุทธิ์ ครบไตรทวารด้วยสุจริต ๓ อย่าง.
6.
มีความเห็นชอบ
7.
ให้ทานโดยเคารพ มี 2 อย่าง คือ 

1)
เคารพใน ทาน คือของที่ให้

2)
เคารพในผู้รับทาน คือผู้รับของที่ให้
หมายความว่า เมื่อมีของที่ควรให้ มีศรัทธาจะให้ มีผู้รับพร้อม ก็ให้ด้วยความเอื้อเฟื้อ
ไม่แสดงกิริยาทางกาย ทางวาจาหยาบคาย เป็นเชิงดูหมิ่น ในของที่ให้หรือในคนผู้รับของนั้น
แสดงกิริยาสุภาพเรียบร้อยในการให้.

สัปปุริสธรรม ตัดบทเป็น สัง แปลว่า ดี หรือ สันตะ แปลว่าผู้สงบ บุริสะ แปลว่า คน
รวมเข้าเป็น สัปปุริสะ หรือ สัตบุรุษ (อ่านว่า สัดบุหรุด) แปลว่า คนดี หรือคนสงบ.
สัปปุริสะ + ธรรม = สัปปุริสธรรม แปลว่า ธรรมของคนดี ธรรมของคนสงบ หมายถึง สมบัติผู้ดี
หรือ ธรรมสมบัติ หรือ คุณสมบัติของผู้ดี. กล่าวคือธรรมที่ทำคนให้เป็นคนดี. ใครก็ตามเมื่อมีธรรมของ
สัตบุรุษ ก็ย่อมเป็นคนดี, ถ้าไม่มีก็เป็นคนดีไม่ได้
สัปปุริสธรรม มี 2 หมวด ๆ ละ 7 จึงเรียกว่า สัปปุริสธรรม 7

หลวงพ่อเงินวัดบางคลานพิจิตร

ด้านหน้า ด้านหลัง พระผงรูปเหมือนข้างพัดหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิจิตร เนื้อเก่ายุคต้นๆ ราคาเบาๆ ครับ  ๙๙๙.๙๙๙ บาท โทร 08722...