แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทศน์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เทศน์ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การปฏิบัติธรรม

การปฏิบัติธรรม เพื่อปิดประตูสู่อบายภูมิ


การเจริญสติอยู่เป็นนิจ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปิดประตูสู่อบายภูมิ การได้ท่องธัมมะภาวนาเป็นนิจ ก็เป็นเหตุให้จิตเกิดสติ การเกิดสติ ก็คือรู้ละความยินดียินร้าย การรู้ปล่อยวาง การละกิเลสกาม การรู้ละอัตตาอคติ รู้ละความพอใจหรือความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ รวมเรียกว่าบาปอกุศลจิต สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุให้เกิดจิตเศร้าหมองเกิดความฟุ้งซ่านความทุกข์ใจ จึงเป็นเหตุให้ไปสู่อบายภูมิ อกุศลจิตเป็นรากเง้าให้เกิด โลภะ โทสะ โมหะ อันเป็นเหตุให้เกิดการกระทำชั่ว พูดชั่ว คิดชั่ว ตามมาเพราะอกุศลจิตเป็นเหตุ จัดเป็นทุจริตธรรม

ผู้ใดยังไม่คิดจะเจริญสติ ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้ประมาท ฉะนั้นผู้ประมาทจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ตายเสียแล้ว คือตายเสียจากคุณงามความดี หรือประโยชน์อันพึงจะได้รับผลในชาตินี้ จากกุศลจิตอันเป็นเหตุนำไปสู่สุคติภูมิ และยังเป็นเหตุให้เกิดความสุข มีสุขชาตินี้ และสุขชาติหน้า

ดังคำกลอนหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้กล่าวไว้ว่า

ใครจะดี...ใครจะชั่ว...ก็ตัวเขา...ใจของเรา...เพียรระวัง...ตั้งถนอม...อย่าให้บาป...อกุศล...วนมาตอม...ควรถึงพร้อม...บุญกุศล...ผลสบาย.

เพราะฉะนั้นจึงควรท่องธัมมะภาวนากันไว้ในใจของตนอยู่เสมอๆ เพื่อให้จิตเกิดความรู้ตัวคือสัมปชัญญะ จะทำให้มีสติ รู้ละอกุศลจิต อกุศลเป็นเหตุนำไปสู่อบายภูมิ การเจริญสติ เป็นเหตุให้จิตรู้ปล่อยวางในอกุศลจิต จึงเกิดเป็นบุญกุศลจิต จิตที่เป็นบุญกุศลจึงเป็นเหตุให้เกิดการกระทำดี พูดดี คิดดี ที่เรียกว่าการประพฤติสุจริตธรรม จัดเป็นผู้มีอธิศีล จิตที่มีความสงบนิ่งจัดเป็นผู้มีอธิจิต จิตที่เกิดตาปัญญารู้ในสภาวธรรมจัดเป็นผู้มีอธิปัญญา ทำให้มีความสงบสุขเกิดอยู่ในใจ อันเป็นเหตุนำไปสู่สุคติภูมิ มีสันติสุขเป็นที่หมาย ดังนี้.

คำไว้ท่องธัมมะภาวนามีอยู่ว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” เพื่อให้มีความรู้ตัว(คือสัมปชัญญะ) อันเป็นเหตุให้เกิดสติ(คือการระลึกได้) ถอนความเป็นบาปอกุศลจิตออกจากใจ นี่คืออุบายในการเจริญสติปัฏฐานสี่

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2556

พุทธศาสนาสุภาษิต

พุทธศาสนาสุภาษิต


ปรวชฺชานุปสฺสิสฺส นิจฺจํ อุชฺฌานสญฺญิโน
อาสวา ตสฺส วฑฺฒนฺติ อารา โส อาสวกฺขยา.

คนที่เห็นแต่โทษผู้อื่น คอยแต่เพ่งโทษนั้น
อาสวะก็เพิ่มพูน เขายังไกลจากความสิ้นอาสวะ.

อธิบาย คนที่เห็นแต่โทษของคนอื่น และคอยแต่เพ่งโทษคนอื่นนั้น ก็เพราะจิตมีแต่ความเป็นอกุศลจิต ที่เกิดจากอารมณ์หรือความรู้สึกยินดียินร้ายเป็นเหตุ ความรู้สึกยินดียินร้ายก็คือกิเลสกามหรืออาสวะกิเลส เป็นเหตุให้เกิดอัตตาอคติมี โลภะ โทสะ โมหะ เป็นเจ้าเรือน จึงทำให้เกิดอาสวะเพิ่มพูนมากขึ้น และเป็นเหตุให้ห่างไกลจากความสิ้นอาสวะ หมายถึงความหลุดพ้นจากกองทุกข์ หรือวัฏฏะสงสาร

โลกของสื่อรับรู้ในปัจจุบัน ที่มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย ที่เรียกว่าวัตถุแห่งกาม เป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ หรือความรู้สึกยินดียินร้ายที่เป็นเหตุให้เกิดกิเลสกาม ได้ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ลืมตาตื่นมาจนกระทั้งนอนหลับไป ไม่มีทางหนีสิ่งเหล่านี้ไปได้เลย เพราะเราต้องอยู่กับการเสพคุ้นกับมันอยู่ตลอดเวลาในชีวิตนี้

เว้นไว้แต่การเป็นผู้ได้ประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อให้เกิดสติ รู้ปล่อยวางในอารมณ์หรือความรู้สึกยินดียินร้ายที่เป็นกิเลสกามหรืออกุศลจิตได้แล้ว เราจึงจะไม่หลงไปกับอาสวะกิเลส และเราจะไม่เกิดการเพ่งโทษผู้อื่นด้วยอัตตาอคติจิต และไม่สะสมอาสวะกิเลสเป็น อโลภะ อโทสะ อโมหะ ใจของเราก็จะเบาบางจาก โลภะ โทสะ โมหะ เราจึงสามารถหลุดพ้นจากกองทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง
คนเราจึงควรมีการประพฤติปฏิบัติธรรมไว้บ้าง ในชีวิตประจำวันตลอดเวลา ด้วยการหมั่นท่องธัมมะภาวนาไว้ว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” อยู่เสมอๆในใจตลอดเวลาเพื่อสะสมความรู้ตัวให้กับใจของเรา ใจของเราก็จะเกิดความรู้ตัวหรือตัวรู้ อันเป็นเหตุให้ใจของเราเกิดสติ รู้ปล่อยวางในอารมณ์ความรู้สึกยินดียินร้ายได้เองโดยอัตโนมัติ ใจของเราก็จะเป็นกุศลธรรมเป็นบุญ คือความสบายใจ ใจของเราก็จะพบกับสันติสุขมีความสงบนิ่งเป็นจิตว่าง ก็จะเป็นเหตุให้ใจของเราสิ้นอาสวะได้ ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

จงอย่าเป็นคนประมาท

จงอย่าเป็นคนประมาท เพราะคนประมาทได้ชื่อว่าตายเสียแล้ว


คนทุกวันนี้มีชีวิตอยู่อย่างเป็นผู้ประมาทเป็นเสียส่วนใหญ่ ไม่ค่อยได้สนใจในเรื่องการปฏิบัติธรรมในด้านจิตตะภาวนา มองเรื่องการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องของคนแก่บ้าง หรือคนไม่มีอะไรจะทำบ้าง หรือคนที่สิ้นหวังในชีวิตทางโลกบ้าง หรืออ้างว่าไม่มีเวลาที่จะมาปฏิบัติธรรมบ้าง หรือคิดว่ารอให้มั่งมีเสียก่อนแล้วจึงมา การคิดการมองเช่นนั้นจัดเป็นคนประมาท และได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ตายเสียแล้ว คือตายเสียจากความดีที่ควรจะได้ การปฏิบัติธรรม ไม่ใช่จะต้องเข้าไปอาศัยสถานที่ป่าเขาลำนำไพรที่สงัดสงบวิเวก หรือในวัดวาอารามอย่างเดียว ในการปฏิบัติธรรม ในชีวิตประจำวันของเราก็ปฏิบัติธรรมได้ เพราะการปฏิบัติธรรมไม่จำเป็นมุ่งเอาฌานเพื่อข่มกิเลส นั้นเป็นการปฏิบัติธรรมในรูปแบบ “เจโตสมาธิ” จึงต้องอาศัยสิ่งเหล่านั้นเป็นองค์ประกอบในการปฏิบัติธรรม รูปแบบเจโตสมาธินี้ ยังต้องอาศัยอุปนิสัยเดิม ในอดีตชาติที่เคยเป็นโยคีฤษีชีไพรจึงจะทำได้ดี คนทั่วไปจะทำได้ยากมากๆ และไม่เหมาะกับการเป็นอยู่ของคนที่ยังต้องอยู่ในโลก

การปฏิบัติธรรมที่แท้จริงคือมุ่งหมาย ในการระงับกิเลสกามคือความอยาก ละบาปอกุศลคือความเศร้าหมองไม่ให้เกิดขึ้นในจิตตะสันดานของเรา เพราะอกุศลคือรากเหง่าของความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นสาเหตุให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นจนเป็นทุกข์ และเพื่อให้จิตเป็นบุญคือความสบายใจ ให้จิตเป็นกุศลคือความขาวสะอาดมีความผ่องใส การปฏิบัติธรรมสามารถทำได้ในทุกโอกาส ทุกสถานที่ เพียงมีความเพียรในการท่องธัมมะภาวนาไว้ในใจของตนอยู่เสมอๆ ในชีวิตประจำวันว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” การท่องเอาไว้เสมอๆจะทำให้เกิดความรู้ตัวในจิตใต้สำนึก อันเป็นเหตุให้มีสติ ถอนความรู้สึกยินดียินร้ายในโลกออกเสียได้ ถอนความคิดว่าร้ายใครๆในโลกออกเสียได ถอนความคิดพยาบาทมุ่งปองร้ายใครๆในโลกออกเสียได้ จิตของเราก็จะมีความสงบสุขเป็นอธิจิต(จัดเป็นสมถะกรรมฐาน) มีสติในการพูดจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ เป็นอธิศีล มีตาปัญญาเกิดขึ้นรู้แจ้งเห็นแจ้งในสภาวธรรมต่างๆ เป็นอธิปัญญา(จัดเป็นวิปัสสนากรรมฐาน) ผู้ปฏิบัติธรรมจัดเป็นผู้ไม่ประมาท และเป็นผู้ไม่ตายเสียจากความดีที่ควรจะได้ นี่เป็นการปฏิบัติธรรมในรูปแบบปัญญาสมาธิ คือการมีธัมมะอบรมจิตของตนให้สงบ ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง



วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เมืองไทยของเราได้เป็นมหาอำนาจ

ที่มีพระอริยสงฆ์เกิดขึ้นมา.............มากที่สุดในโลก

รายชื่อ พระอริยสงฆ์สายหลวงปู่มั่นที่หลวงตามหาบัวรับรอง


(พระสุปฏิปัญโณ พระปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ศีลบริสุทธิ์สะอาด)

1.ท่านอาจารย์เจี๊ยะ จุนโท (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดป่าภูริทัตปฏิปทาราม อ.สามโคก จ.ปทุมธานี
2.หลวงปู่ลี กุสลธโร วัดภูผาแดง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
3.หลวงปู่อ่อนสา สุขกาโร วัดป่าประชาชุมพลพัฒนาราม อ.เมือง จ.อุดรธานี
4.หลวงปู่ขาล ฐานวโร (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ)
วัดป่าบ้านเหล่า อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย
5.พระอาจารย์แบน ธนากโร วัดดอยธรรมเจดีย์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
6.หลวงปู่หลวง กตปุญโญ (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดคีรีสุบรรพต จ.ลำปาง

7.อาจารย์เหรียญ วรลาโภ (มรณภาพแล้วยังไม่ประชุมเพลิง) วัดอรัญบรรพต อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
8.อาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย (มรณภาพแล้วยังไม่ประชุมเพลิง) วัดเขาสุกิม อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี
9.หลวงปู่หลอด ประโมทิโต วัดสิริกมลาวาส (วัดใหม่เสนานิคม) เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

10.หลวงปู่มหาเนียม สุวโจ วัดเจริญสมณกิจ (หลังศาลภูเก็ต ) อ.เมือง จ.ภูเก็ต
11.หลวงปู่มหาเจิม ปัญญาพโล วัดสระมงคล อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม
12.หลวงปู่ศรี มหาวีโร วัดประชาคมวนาราม อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด
13.พระอาจารย์สายทอง เตชธัมโม วัดป่าห้วยกุ่ม (ใกล้เขื่อนจุฬาภรณ์ ) อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ

14.หลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป วัดป่าประทีปปุญญาราม อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร
15.พระอาจารย์ประสิทธิ์ ปุญมากโร วัดป่าหมู่ใหม่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
16.พระอาจารย์เลี่ยม ฐิตธัมโม วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
17.หลวงปู่ทา จารุธัมโม วัดถ้ำซับมืด จ.นครราชสีมา (มรณภาพแล้ว)
18.พระอาจารย์เพียร วิริโย วัดป่าหนองกอง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

19.อาจารย์สาย เขมธัมโม วัดป่าพรหมวิหาร อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู
20.อาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
21.หลวงปู่วิริยังค์ สิรินธโร วัดธรรมมงคล เขตพระโขนง จ.กรุงเทพมหานคร
22.อาจารย์พวง สุขินทริโย วัดศรีธรรมมาราม อ.เมือง จ.ยโสธร
23.หลวงปู่บุญเพ็ง เขมาภิรโต วัดถ้ำกลองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู

24.หลวงตาแตงอ่อน กัลป์ยาณธัมโม วัดป่าโชคไพศาล อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร
25.หลวงปู่บุญหนา ธัมทินโน วัดป่าโสตถิผล อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
26.หลวงปุ่บุญพิน กตปุญโญ วัดผาเทพนิมิตร อ.นิคมน้ำอูน จ.สกลนคร
27.หลวงปู่ลี ฐิตธัมโม (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ)
วัดเหสลึก อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร
28.หลวงปู่แปลง สุนทโร วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
29.หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดป่าสันติกาวาส อ.ไชยวาน จ.อุดรธานี

30.หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป วัดโพธิ์สมภรณ์ อ.เมือง จ.อุดรธานี
31.พระอาจารย์ท่อน ญาณธโร วัดศรีอภัยวัน อ.เมือง จ.เลย
32.พระอาจารย์อุ่นหล้า ฐิตธัมโม วัดป่าแก้วชุมพล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร
33.พระอาจารย์คำบ่อ ฐิตปัญโญ วัดใหม่บ้านตาล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร
34.พระอาจารย์อุทัย สิรินธโร วัดถ้ำพระ อ.เซกา จ.หนองคาย

35.หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต สำนักสงฆ์สวนทิพย์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี
36.พระอาจรย์วิไล เขมิโย วัดถ้ำพณาช้างเผือก อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ
37.หลวงปู่จันทา ถาวโร วัดป่าเขาน้อย อ.วังทรายพูล จ.พิจิตร
38.อาจารย์อ่ำ ธัมกาโม วัดธุดงคสถานสันติวรญาณ อ.วังโป่ง จ.เพรชบูรณ์
39.หลวงปู่ถวิล จ.อุดรธานี (ไม่ทราบที่อยู่และฉายาท่าน)

40.อาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสโก วัดป่านาคำน้อย อ.นายูง จ.อุดรธานี
41.อาจารย์วันชัย วิจิตโต วัดภูสังโฆ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
42.หลวงปู่มี (เกล้า) ประมุตโต วัดดอยเทพนิมิตร (วัดถ้ำเกีย ) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
43.อาจารย์เสน ปัญญาธโร วัดป่าหนองแซง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
44.อาจารย์คำแพง อัตสันโต วัดป่าหนองวัวซอ (วัดบุญญานุสรณ์ )อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

45.พระอาจารย์ปัญญาวัฒโท (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
46.หลวงปู่มี (เกล้า) ประมุตโต วัดดอยเทพนิมิตร (วัดถ้ำเกีย ) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
47.อาจารย์เสน ปัญญาธโร วัดป่าหนองแซง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
48.อาจารย์คำแพง อัตสันโต วัดป่าหนองวัวซอ (วัดบุญญานุสรณ์ ) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
49.พระอาจารย์ปัญญาวัฒโท (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี

50.ท่านฤาษีลิงดำ (พระราชพรหมญาณ )
(ท่านมรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ ) วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี

51.หลวงปู่สิม เคยปรารภให้อาจารย์มหาบัวฟัง
52.หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก จ.สุพรรณบุรี
53.หลวงปู่ท่านครูบาพรหมาวัดพระพุทธบาทตากผ้า จ.ลำพูน
54.พระอาจารย์มหาโส กัสโป วัดป่าคำแคนเหนือ อ.มัญจาคีรี จ.ขอนแก่น
55.หลวงปู่คำฟอง เขมจาโร (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดกุดเรือคำ อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร

56.หลวงปู่บุญเพ็ง กัปโป วัดป่าวิเวกธรรม (วัดป่าช้าเหล่างา) อ.เมือง จ.ขอนแก่น
57.หลวงปู่จันทร์แรม เขมสิริ วัดเกาะแก้วะดงคสถาน อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์
58.คุณแม่ชีแก้ว เสียงล้ำ (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) สำนักชีบ้านห้วยทราย อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร

59.พระอาจารย์ทุย (ปรีดา) ฉันทกโร วัดป่าดานวิเวก อ.โซ่พิสัย จ.หนองคาย
60.พระอาจารย์สรวง สิริปุญโญ วัดป่าศรีฐานใน อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร
61.พระอาจารย์สาคร ธัมวุธโธ วัดป่ามณีกาญจ์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี
62.พระอาจารย์จันทร์โสม กิตติกาโม วัดป่านาสีดา อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี (มรณภาพแล้ว)
63.พระอาจารย์แยง สุขกาโม วัดเจติยาคีรีวิหาร (ภูทอก) อ.ศรีวิไล จ.หนองคาย
64.หลวงปู่แฟ็บ สุภัทโท วัดป่าดงหวาย อ.บ้านม่วง จ.สกลนคร
65.พระอาจารย์จันทร์เรียน คุณวโร วัดถ้ำสหายธรรมจันทร์นิมิตร อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
66.หลวงปู่ผาง โกสโล วัดภูหินแตก อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
67.หลวงปู่หล้า เขมปัตโต (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดบนนพตคีรี (ภูจ้อก้อ) อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร
68.ท่านพระอาจารย์สิงทอง ธัมวโร(มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ)วัดป่าแก้วชุมพล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร

69.หลวงปู่อ่อนศรี ฐานวโร วัดถ้ำประทุน ต.เขาไม้แก้ว อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
70.หลวงปู่ต้น สุทธิกาโม วัดบึงพลาราม ต.บ้านว่าน อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย
71.หลวงปู่สมศักดิ์ ปัณฑิโต วัดบูรพาราม ( วัดหลวงปู่ดูลย์ อตุโล )ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์

72.หลวงปู่ทอง จันทสิริ วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ
73.หลวงปู่ทองใบ ปภสฺสโร สำนักวิปัสสนาธุระ (ภูย่าอู่)
บ.นาหลวง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี
74.หลวงปู่คูณ สุเมโธ วัดป่าภูทอง ต.บ้านผือ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี
75.พระอาจารย์ฟัก สันติธัมโมวัดพิชัยพัฒนาราม ( วัดป่าเขาน้อยสามผาน ) ต.สองพี่น้อง อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี

76.หลวงปู่สุทัศน์ โกสโล วัดกระโจมทอง ต.วัดชลอ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี
77.หลวงปู่อ้ม สุขกาโม วัดภูผาผึ้ง อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร
78.ท่านพระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม วัดป่าหนองไผ่ ต.ดงมะไฟ อ.เมือง จ.สกลนคร
79.ท่านพระอาจารย์หลอ นาถกโรวัดถ้ำอภัยดำรงธรรม(วัดถ้ำพวง วัดพระอาจารย์วัน อุตโม) อ.ส่องดาว จ.สกลนคร

80.หลวงพ่อทองคำ กาญวันวัณโณ วัดถ้ำบูชา อ.เซกา จ.หนองคาย
81.หลวงปู่ถิร ฐิตธัมโม (มรณภาพแล้วอัฐิแปรเป็นพระธาตุ) วัดทิพยรัฐนิมิตร (วัดป่าบ้านจิก) อ.เมือง จ.อุดรธานี
82.พระอาจารย์ทองอินทร์ กตปุญฺโญ วัดป่ากุง (วัดป่าประชาคมวนาราม )อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด

83.หลวงปู่เผย วิริโย วัดถ้ำผาปู่ ต.นาอ้อ จ.เลย
84.หลวงปู่คำพอง ขันติโก วัดป่าอัมพวัน จ.เลย
85.หลวงปู่อว้าน เขมโก วัดป่านาคนิมิตร อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
86.ท่านพระอาจารย์วิชัย เขมิโย วัดถ้ำผาจม จ.เชียงราย
87.พระอาจารย์บุญทัน ปุญทัตโต (ท่านเพิ่งจะมรณภาพ เดือน ธค.49 ) วัดป่าสามัคคีสันติธรรม อ.ฝาง จ.ขอนแก่น
88.หลวงปู่พิศดู ธรรมจารีย์ วัดเทพธารทอง ต.พลวง กิ่งอ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี
89.หลวงปู่เนย สมจิตฺโต วัดป่าโนนแสนคำ บ.ทุ่งคำ ต.เจริญศิลป์ อ.เจริญศิลป์ จ.สกลนคร
90.หลวงปู่สังข์ สังกิจโจ วัดป่าพระอาจารย์ตื้อ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
91.ท่านพระอาจารย์อุทัย ธมฺมวโร วัดภูย่าอู่ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี
92.หลวงปู่ประสาร สุมโน วัดป่าหนองไคร้ ต.หนองหิน อ.เมือง จ.ยโสธร

การสร้างหลักประกันให้กับชีวิต

การสร้างหลักประกันให้กับชีวิต ในทางที่ดีคือสุคติ


ชีวิตนี้เกิดมาจะไร้ค่า ถ้าไม่รู้จักแสวงหาหลักประกันให้กับชีวิต เพราะชีวิตต้องท่องเที่ยวไปตามยถากรรมตามอำนาจของบุญและบาป (คือกุศลจิตหรืออกุศลจิตเป็นเหตุ) ถ้าเราได้สร้างคุณงามความดีไว้มากๆ ก็จะได้ไปเกิดในสวรรค์ ถ้าเราสร้างแต่ความชั่วก็ต้องไปเกิดในแดนนรกหรือสัตว์เดรัจฉานเป็นแน่ ถ้าสร้างทั้งสองอย่างเสมอกันก็ไม่แน่ว่าจะได้ไปเกิดเป็นอะไร ก็แล้วแต่ขณะจิตเดียวจะเกิดด้วยกุศลจิต หรืออกุศลจิต ขณะจิตเดียวที่ว่าก็คือคนเราเวลาจะตาย จะเกิดจิตที่จะตายขึ้นมาดวงหนึ่งเรียกว่า ”จุติจิต” จุติจิตนี้จะอาศัยกุศลจิต หรืออกุศลจิตเป็นเหตุให้เกิด ”จุติจิต” แล้วก็ดับไปกลายเป็นปฏิสนธิจิต คือไปเกิดตามอำนาจของกุศลคือบุญ หรืออกุศลคือบาป ถ้าปกติเราไม่เคยได้ท่องธัมมะภาวนาเพื่อเจริญสติ ให้จิตเป็นกุศลเตรีอมพร้อมไว้ โอกาสที่กุศลจิตจะเกิดในขณะจะตายก็คงเกิดได้ยาก เพราะจิตเรามักหลงไปกับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ต่างๆอยู่ตลอดเวลาทำให้จิตส่งออก เพราะรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส คือวัตถุแห่งกามที่ชวนให้รัก, ชักให้ใคร่, พาใจให้ไหลหลง, ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน เป็นเหตุให้เกิดแต่กิเลสคือความอยาก ที่เป็นอกุศลจิตอยู่เสมอๆ

เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรเป็นคนประมาท ควรมาสร้างหลักประกันให้กับชีวิตของเรา จะดีกว่าด้วยการท่องธัมมะภาวนาไว้ในใจให้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่เป็นการชำระจิตให้ขาวรอบ เพื่อให้เกิดสติทำให้จิตเราเป็นกุศลจิต รู้จักปล่อยวางไม่ยินดียินร้าย ความยินดียินร้ายเป็นกิเลสคือความอยาก เป็นอกุศลจิต มีสติรู้ปล่อยวางได้ก็เป็นกุศลจิต จิตเป็นกุศล สุคติโลกสวรรค์ก็เป็นอันหวังได้.

คำท่องธัมมะภาวนาว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” เป็นบทภาวนาเพื่อให้เกิดสติรู้สกัดกั้นบาปอกุศลไม่ให้เกิดขึ้น ท่องกันไว้นะเพื่อสร้างหลักประกันให้กับชีวิต ให้จิตมีสติเกิดแต่กุศลเตรียมไว้ เพราะชีวิตนี้มีแต่ความไม่เที่ยง อะไรๆมันไม่แน่อยู่เสมอ พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่า “ความเพียรเป็นกิจที่เราจะต้องทำในวันนี้ ใครเล่าจะรู้ว่า ความตายอาจจะมีมาในวันพรุ่งนี้” ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

เราควรรู้จักการชำระจิตของตน

เราควรรู้จักการชำระจิตของตน ให้สะอาดไว้เสมอๆเพื่อความสงบสุข


ธรรมชาติของจิต ชอบจดจำสิ่งต่างๆที่เราได้เห็น เราได้ยิน เราได้กลิ่น เราได้รับรส เราได้สัมผัสทางกาย และใจที่นึกคิดเรื่องราวต่างๆ พร้อมด้วยอารมณ์ คือความรู้สึกยินดียินร้ายบ้าง,ความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจบ้าง,ที่เป็นบาปอกุศลจิต เป็นกิเลสกาม เกิดอัตตาอคติและตัณหา ของแต่ละวันที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ถูกเก็บเอาไว้ในใจ หรือในจิตใต้สำนึก(คือสัญญาขันธ์ แปลว่าความจำได้หมายรู้)ที่เรียกว่าอนุสัยกิเลส จึงเป็นเหตุให้จิตใจของเรามีแต่ความฟุ้งซ่านเศร้าหมอง มีความสงสัย ความหวาดกลัว ความโกรธเกลียด ความโลภหลง ความระแวงภัย และเป็นทุกข์ใจ จะละสาเหตุเหล่านี้ได้ก็ต้องอาศัยการท่องธัมมะภาวนาไว้ เพื่อชำระจิตใจให้สะอาดหมดจดจากเครื่องเศร้าหมองคือกิเลสกามตัณหา ไม่ให้จิตจดจำเก็บเอาไว้ในใจเป็นอนุสัยกิเลสหรือในจิตใต้สำนึก.

ดังโอวาทปาติโมกข์ได้กล่าวไว้ การไม่ทำบาปทั้งปวง,การทำกุศลให้ถึงพร้อม,การชำระจิตของตนให้ขาวรอบหมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง,

คำท่องธัมมะภาวนามีอยู่ว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” ควรท่องธัมมะภาวนาบทนี้ไว้ในใจอยู่เสมอๆ ในชีวิตประจำวันของเรา เพราะเป็นหลักแห่งการชำระจิตนี้ให้สะอาดหมดจดจากเครื่องเศร้าหมองคือบาปอกุศลจิต และกิเลสกามตัณหา การท่องภาวนาไว้ตลอดเวลาจัดเป็นมรรคคือการดำริชอบ เมื่อสติเกิดรู้ละความรู้สึกยินดียินร้ายได้เป็นผล ก็คือการรู้ละบาปอกุศล ละกิเลสกามตัณหา และอัตตาอคติไปด้วยกัน จิตนี้ก็จะสะอาดหมดจดเป็นกุศลจิตกุศลธรรม และหมั่นสังเกตจิตตัวเองไว้ด้วยเวลาจะพูดอะไร จะทำอะไร จะคิดอะไร อย่าทำ พูด คิด ด้วยอารมณ์คือความรู้สึกยินดียินร้าย ถ้าทำได้อย่างนี้ในไม่ช้าท่านก็จะพบแต่ความสงบสุขมีจิตที่นิ่งเป็นกรรมฐาน เพราะจิตสะอาดหมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง คือกิเลสกามตัณหา จากบาปอกุศลจิต เป็นจิตธรรมเป็นกุศลจิต สันติสุขในใจก็เกิดขึ้น และทำให้เกิดปัญญารู้แจ้งในสภาวธรรมต่างๆ ที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ด้วยเป็นวิปัสสนา เพราะมีอธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

ธรรมะทำให้คนไม่ดีเป็นคนดีได้

ธรรมะทำให้คนไม่ดีเป็นคนดีได้ ส่วนคนที่ดีอยู่แล้วก็จะดียิ่งขึ้น


ทุกวันนี้สังคมของคนดีมีน้อยลง ก็เพราะคนเราทนต่อสิ่งเย้ายวนใจไม่ค่อยได้ จึงทำให้คนที่ดีกลายเป็นคนที่ไม่ดีไปได้ ส่วนคนที่ไม่ดีก็จะกลายเป็นคนที่ร้ายยิ่งขึ้นไป สิ่งเย้ายวนใจคืออะไร ก็คือวัตถุกามได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ชวนให้รัก,ชักให้ใคร,พาใจให้ไหลหลง,ถ้าเราหลงไปยินดียินร้ายเข้า ก็ทำให้เกิดกิเลสกามคือความอยาก เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง คนดีจึงกลายเป็นคนไม่ดี คนไม่ดีก็จะกลายเป็นคนร้ายยิ่งๆขึ้น เราจะเห็นได้ตามข่าวสารต่างๆ ที่คนดีทำสิ่งที่ไม่ดีคือพูดไม่ดีพูดให้ร้ายกัน เป็นวจีทุจริต การทำร้ายกันเป็นกายทุจริต และการพยาบาทปองร้ายกันเป็นมโนทุจริต สรุปคือเป็นการกระทำหรือการประพฤติตนในทุจริตธรรม ๓ อย่าง คือ ทุจริตทางกายเรียกกายทุจริต ทุจริตทางวาจาเรียกวจีทุจริต ทุจริตทางใจเรียกมโนทุจริต
ทุจริตทางกาย มี ๓ อย่าง คือการฆ่าสัตว์ ๑. การลักทรัพย์ ๑. การประพฤติผิดในกาม ๑, การทุจริตทางวาจา มี ๔ อย่าง คือการพูดโกหกหลอกลวง ๑. การพูดส่อเสียดคนอื่น ๑. การพูดเพ้อเจ้อไร้สาระให้ร้ายคนอื่น ๑. การพูดจาด่าคำหยาบคาย ๑, ส่วนทุจริตทางใจ มี ๓ อย่าง คือการคิดพยาบาทป้องร้ายเขา ๑. การคิดโลภอยากได้ของเขา ๑. การคิดเห็นผิดจากครองธรรม ๑, ทุจริตทั้ง ๓ อย่างนี้คนดีไม่ควรกระทำหรือประพฤติอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นบาปอกุศล ทำไปแล้วสังคมก็จะติเตียนเป็นคนดีแต่เปลือกภายในเน่าเหม็น

ถ้าอยากประพฤติตนปฏิบัติตนเป็นคนดีของสังคม ก็จะต้องประพฤติปฏิบัติตนอยู่แต่ในสุจริตธรรม ๓ อย่าง ซึ่งเป็นสิ่งตรงข้ามกับการประพฤติตนในทุจริตธรรม ๓ อย่างนั้นเสีย ถ้าอยากให้มีสติอยู่ตลอดเวลา ในการกระทำไม่ผิดคือสุจริตธรรม ทางกาย ทางวาจา และทางใจ ก็ต้องเจริญสติอยู่เนืองๆเพื่อรักษาใจให้มีสติ ด้วยการท่องธัมมะภาวนาไว้ในใจให้ตลอดเวลาว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” จัดเป็นการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เกิดสติรู้ปล่อยวางในบาปอกุศลจิตเสีย จิตของเราก็จะเป็นกุศลธรรม จิตมีธรรม ก็จะมีเมตตาธรรม การทำ การพูด การคิด ก็จะไม่ทำผิดทางธรรม คนไม่ดีก็จะเป็นคนดีได้ ถ้าได้ประพฤติตนปฏิบัติตนในสุจริตธรรมเช่นนี้ ส่วนคนดีก็จะดียิ่งขึ้นไป ทำให้มีความสงบสุขในชีวิตยิ่งขึ้น จัดเป็นความสุขในชาตินี้ และเป็นเหตุให้ได้รับความสุขในชาติหน้าอีกด้วย สังคมก็อยู่เย็นเป็นสุขกันถ้วนหน้า ไม่เกิดความวุ่นวาย ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

เหตุที่ตระกูลอันมั่งคั่ง

เหตุที่ตระกูลอันมั่งคั่งจะตั้งอยู่นานไม่ได้เพราะสถาน ๔


๑.ไม่แสวงหาพัสดุที่หายแล้ว,
๒. ไม่บูรณะพัสดุที่คร่ำคร่า,
๓. ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคสมบัติ,
๔. ตั้งสตรีหรือบุรุษทุศีลให้เป็นแม่เรือนพ่อเรือน,
ผู้หวังจะดำรงสกุล ควรเว้นสถาน ๔ ประการนี้เสีย.

อธิบายตระกูลหรือครอบครัวที่มีทรัพย์สมบัติมากๆ จะตั้งอยู่ ดำรงความมั่งคั่งไม่ได้นาน คือ จะล่มจมลงในไม่ช้า ก็เพราะความประพฤติของคนในตระกูลนั้นๆ โดยสถาน ๔ ตามที่ยกเป็นหัวข้อไว้ โดยมีคำอธิบายเสริมความ ดังนี้

สถานที่ ๑ หมายถึงเมื่อสิ่งของพัสดุเครื่องใช้ต่างๆ หายไป หมดไป ก็ไม่รู้จักหามาไว้คืน,

สถานที่ ๒ หมายถึงไม่รู้จักบูรณะซ่อมแซมของเก่าหรือของที่ชำรุด ปล่อยให้เสียไปตามกาลเวลา,

สถานที่ ๓ หมายถึงไม่รู้จักประมาณในการกินในการใช้ทรัพย์สมบัติ กินใช้อย่างฟุ่มเฟือย,

สถานที่ ๔ หมายถึงไม่ตั้งคนดีมีศีลธรรมเป็นพ่อบ้านแม่เรือน แต่กลับไปตั้งคนไม่มีศีลธรรมหรือคนประพฤติชั่วมัวเมาในอบายมุขมาเป็นใหญ่ คือเป็นพ่อบ้านหรือเป็นแม่เรือนมีอำนาจเบ็ดเสร็จในครอบครัว ไม่ช้าไม่นานก็จะเป็นเหตุนำพาให้ตระกูลที่มั่งคั่งมาแต่เดิม ต้องล่มจมลงไปในที่สุด

ส่วนเหตุที่ตระกูลมั่งคั่งจะตั้งอยู่ได้นาน ซึ่งเรียกว่า “กุลจิรัฎฐิติธรรม” คือธรรมสำหรับดำรงความมั่งคั่งของตระกูลให้ยั่งยืน ก็พึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามนี้.

ฉะนั้น ผู้ที่จะเป็นแม่เรือนพ่อเรือนที่ดี จึงไม่ควรหลงอยู่ในอบายมุข ในกิเลสกามคือความอยาก ควรประพฤติตนปฏิบัติตนอยู่ในกุศลธรรมไว้ ด้วยการเจริญภาวนาให้มีสติ มีการท่องธัมมะภาวนาไว้ในใจให้เสมอๆ เพื่อให้มีสติรู้ละอกุศลจิต ละอกุศลธรรม ออกเสียจากใจที่เป็นสาเหตุให้เกิดกิเลสกามตัณหา ก็จะเป็นเหตุให้เราเป็นคนดี มีสุจริตธรรม ๓ ประการ คือกายสุจริต,วาจาสุจริต,และมโนสุจริต, เป็นเครื่องดำเนินชีวิต ก็จะเป็นแม่เรือนพ่อเรือนที่ดี มีคุณธรรมพร้อมที่จะรักษาสิ่งอันเป็นสมบัติของวงศ์ตระกูลให้ดำรงอยู่ได้ตลอดกาลนาน
คาถาไว้ท่องธัมมะภาวนาว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” เป็นการเจริญภาวนาให้มีสติ ให้จิตเป็นกุศลจิต กุศลธรรม การประพฤติปฏิบัติของตนก็จะตั้งอยู่ในสุจริตธรรม ๓ ประการ อันเป็นเครื่องหมายของคนดี ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

ศีล สมาธิ ปัญญา

ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นมรรค อันเอกอุกฤษฏ์


เดินทางนี้ตรงไปสู่ความดับทุกข์ได้แน่ อันพระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น ได้ดำเนินมาสำเร็จตามปรารถนามาแล้วทุกๆ พระองค์ มรรค ๘ เป็นทางดำเนินด้วยใจ ถึงแม้จะแสดงออกมาให้เป็นศีล ก็แสดงศีลในองค์มรรคนั่นเอง

มรรคแท้มีอันเดียว คือ สัมมาทิฏฐิ อีก ๗ ข้อเบื้องปลายเป็นบริวารบริขารของสัมมาทิฏฐิทั้งนั้น หากขาดสัมมาทิฏฐิตัวเดียวเสียแล้ว สัมมาสังกัปปะเป็นต้น ย่อมเป็นไปไม่ได้

เช่น ปัญญาพิจารณาเห็นความทุกข์ตามเป็นจริงว่า มนุษย์สัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาในโลกนี้ย่อมถูกทุกข์คุกคามอยู่ตลอดเวลา โลกนี้จึงเป็นที่น่าเบื่อหน่ายเห็นเป็นภัย แล้วก็ดำริตริตรองหาช่องทางที่จะหนีให้พ้นจากกองทุกข์ในโลกนี้

การดำริเช่นนั้นก็เป็นผลสืบเนื่องมาจาก สัมมาทิฏฐิ ปัญญาอันเห็นชอบนั่นเอง การดำริที่ชอบที่ถูกนั้นก็เป็นสัมมาวาจาอยู่แล้ว เพราะวาจาจะพูดออกมาก็ต้องมีการตริตรองก่อน การตริตรองเป็นศีลของอริยมรรค การพูดออกมาด้วยวาจาชอบเป็นศีลทั่วไป

การงานของใจ คือ ดำริชอบ วาจาชอบ อยู่ภายในใจ เป็นการงานของอริยมรรคผู้ไม่ประมาท ดำเนินชีวิตเป็นไปในอริยมรรคดังกล่าวมาแล้วนั้น ได้ชื่อว่าความเป็นอยู่ชอบของผู้นั้น ผู้พยายามดำเนินตามอริยมรรคดังกล่าวมาแล้ว โดยติดต่อกันตามลำดับไม่ขาดสายได้ชื่อว่ามีความเพียรชอบในมรรคทั้งแปด

๖ ข้อเบื้องต้นมีความเห็นชอบเป็นต้น มีความพยายามชอบเป็นที่สุด หากขาดสัมมาสติ ตั้งสติชอบเสียแล้ว จะเดินไปให้ถึงสัมมาสมาธิไม่ได้เลย เหมือนทางที่ไม่ติดต่อเชื่อมกัน จะนำยานพาหนะไปตลอดทางได้อย่างไร

องค์สุดท้ายคือสัมมาสมาธิ ยิ่งเป็นกำลังใหญ่สนับสนุนให้องค์มรรคนั้นๆ มีกำลังกล้าหาญที่จะไม่ท้อถอยในหน้าที่ของตนๆ พึงสังเกตดูเถิดว่า นักปฏิบัติโดยมาก หากสมาธิไม่มั่นคงแล้วมักไปไม่รอด ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นผู้ส่องทางให้เห็นทางเดินก็จริง แต่เมื่อสติกับสมาธิอ่อนกำลังลงแล้ว ปัญญาอาจกลายเป็นสัญญาเป็นสังขารไปโดยไม่รู้ตัวก็ได้





ที่มา : สามทัพธรรม หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ให้ถูกต้อง

การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ให้ถูกต้อง เพราะมีใจเป็นกุศลธรรม


ทุกวันนี้เราจะเห็นคนไม่ทำหน้าที่โดยความถูกต้องเป็นธรรม ชอบทำเกินหน้าที่ของความเป็นธรรมที่ถูกต้อง จึงทำให้ตัวเองเดือดร้อนใจ และทำให้ผู้อื่นพลอยเดือดร้อนตามไปด้วย สังคมโดยรวมก็เดือดร้อน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความหลงในโลกธรรม ๘ ประการ คือ มีลาภ ก็มีเสื่อมลาภ, มียศ ก็มีเสื่อมยศ, มีสรรเสริญ ก็มีนินทา, มีเกิดสุข ก็มีเกิดทุกข์, คนที่ได้ดีมี ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็ยินดีพอใจ ส่วนคนที่ไม่ได้ดีกับได้ชั่ว คือไม่ได้ลาภ ไม่ได้ยศ ไม่ได้สรรเสริญแต่ถูกนินทา ไม่ได้สุขแต่กับได้ทุกข์ ก็ไม่พอใจมีความยินร้าย
โลกธรรมเป็นสิ่งที่ทุกๆคนจะต้องได้รับผลของมันอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะด้านบวก หรือด้านลบ ถ้าเราหลงไปยึดมั่นถือมั่น ก็จะเกิดเป็นทุกข์ได้ทั้งนั้น ถ้าเราหลงไปในด้านบวก หรือในด้านลบที่เกิดขึ้น เราก็จะทำหน้าที่ไม่ถูกต้องเป็นธรรมตามหน้าที่ เพราะความรู้สึกยินดียินร้าย,ความพอใจหรือไม่พอใจ, เป็นเหตุให้เกิดอัตตา และอคติคือความลำเอียง ต่อกันและกัน ผู้ได้ดีก็จะเยาะเย้ยผู้อื่นอย่างดูแคน ส่วนผู้ได้ชั่วก็จะโกรธแค้นผู้อื่น จึงทำให้เดือดร้อนในทั้งสองฝ่ายได้ และทำให้เกิดทุกข์ตามมาให้ผล เพราะอกุศล มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เข้าครอบงำจิตของผู้นั้น

ถ้าไม่อยากเดือดร้อนใจ ควรเจริญสติไว้เป็นดีที่สุด ด้วยการเจริญภาวนาในธัมมะภาวนาว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” ตลอดเวลาของชีวิตประวัน เพื่อสร้างความรู้ตัวให้กับจิตของตน ก็จะทำให้เกิดสติ รู้ปล่อยวางในอารมณ์ยินดียินร้าย,ในความพอใจหรือไม่พอใจ,ที่เป็นอกุศลจิต ที่ทำให้เกิดอัตตา และอคติ เมื่อเรามีสติรู้ปล่อยวาง เราก็จะเกิดกุศลจิต กุศลธรรม มีความสงบสุขมีจิตนิ่ง ไม่หลงไปในโลกธรรม มีเมตตาธรรม เราก็จะทำหน้าที่โดยหน้าที่ให้ถูกต้องเป็นธรรม ไม่มีอัตตา และอคติ ต่อใครๆ สันติสุขคือความสงบสุขก็จะเกิดขึ้น สังคมโดยรวมก็จะร่มเย็นเป็นสุขได้ ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

อย่าให้จิตพาลอยู่เหนือจิตใจ

อย่าให้จิตพาลอยู่เหนือจิตใจของเรา ด้วยการท่องธัมมะภาวนา






ทุกวันนี้มีกระแสของสื่อมากมาย ที่ปลุกปั่นให้คนเกลียดชังกัน ด้วยคำพูดที่เป็นมุสาวาทของคนพาล คือชอบพูดโกหก,ชอบพูดด่าคำหยาบคาย,ชอบพูดคำเพ้อเจ้อ,ชอบพูดคำส่อเสียด, ถ้าเราไม่รู้ระวังจิตก็จะหลงไปกับคำพูดของคนพาล โดยปกติคนเรามักมีจิตพาลอยู่ในใจของตนอยู่แล้ว ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะอัตตาอคติจิตในใจของคนเรา ที่เราได้สะสมเอาไว้ในจิตใต้สำนึกมีอยู่มากมาย มักมองคนอื่นอย่างมีอัตตาอคติ หรืออิจฉาอยู่แล้ว ชอบคิดว่าตัวเองดีกว่าเขา หรือกว่าใครๆในโลกนี้ ที่เป็นเหตุให้มองคนในแง่ร้าย จึงทำให้เกิดความทุกข์ตามมาให้ผลในชีวิต ที่โลกเดือดร้อนกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะจิตพาล จิตพาลนี้เกิดจากบาปอกุศล จึงควรตามดูตามแก้ไขไม่ให้บาปอกุศลเกิดกับจิตของตน จิตพาลจะได้ไม่เกิดขึ้นในใจของเรา เราจึงจะไม่เกิดทุกข์

การท่องธัมมะภาวนาไว้ เป็นการแก้ไขไม่ให้จิตเกิดเป็นบาปอกุศล จะช่วยให้เราเกิดสติ รู้สกัดกั้นบาปอกุศลไม่ให้เกิดขึ้น การท่องธัมมะภาวนาก็คือการระลึกถึงในหัวข้อธรรม ๓ หัวข้อที่ว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” หรือท่องเอาไว้เป็นธัมมะภาวนา เพื่อให้จิตเกิดความรู้ตัว(เป็นสัมปชัญญะ) เตรียมพร้อมไว้ในจิตใต้สำนึก เพื่อให้เกิดมีสติระลึกรู้สกัดกั้นไม่ให้บาปอกุศลเกิดขึ้นในจิต เป็นการรู้ปล่อยวางไปตามหัวข้อธรรมที่ได้ท่องภาวนาไว้ จิตพาลทั้งหลายก็จะไม่เกิดขึ้น อัตตาและอคติก็ไม่มีอีกต่อไป เพราะไม่มีการเกิดอารมณ์คือความรู้สึกยินดียินร้ายเป็นเหตุ จิตจึงไม่ส่งออกไปรับรู้กับคำพูดของคนพาล จิตจึงไม่เกิดอัตตามีมึง มีกูอยู่ในใจของตน และการเกิดได้เห็นรูป ได้ยินเสียง ได้ดมกลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัสมีเย็นหรือร้อนอ่อนหรือแข็ง ถ้าเราไม่มีความรู้สึกยินดียินร้ายก็จะไม่ไปกระตุ่นความจำในจิตใต้สำนึกขึ้นมานึก-คิดปรุงแต่งจิต จิตก็ไม่วุ่นวาย เพราะจิตมีความสงบและนิ่ง มีเมตตาธรรมเกิดขึ้นไม่มองคนในแง่ร้ายอีกต่อไป และสันติสุข คือความสงบสุขในใจก็จะเกิดเป็นผลในใจของเรา ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

จิตมีสติรู้นิ่งได้

จิตมีสติรู้นิ่งได้ เพราะมีพระพุทธเจ้าเทศน์สอนเราอยู่ในใจ


การท่องธัมมะภาวนาไว้ในใจว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...”ตลอดเวลาก็เสมือนมีพระพุทธเจ้ามาเทศน์สอนอบรมเราอยู่ในใจตลอดเวลา เพราะนี้คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่เราได้ “โอปะนะยิโก” คือการโน้มเข้ามาใสใจตน ที่คอยเทศน์สอนอบรมเราว่าอย่าๆไม่ๆ เมื่อเราเอามาท่องภาวนาอยู่ในใจ เราจึงเสมือนมีพระพุทธเจ้ามานั่งอยู่ในใจเรา คอยตักคอยเตือน คอยอบรมสั่งสอนเราอยู่ในใจ
จึงทำให้เราเกิดมีความรู้ตัว หรือตัวรู้อยู่ในใจ(คือสัมปชัญญะ) จึงทำให้เราเกิดสติ(คือการระลึกได้)ที่จะถอนความรู้สึกยินดียินร้าย,ความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจ,ความรู้สึกชอบใจหรือไม่ชอบใจ, ที่เป็นกิเลส เป็นบาปอกุศลไม่ให้เกิดขึ้นในใจของเรา เราจึงมีจิตรู้นิ่งขึ้น เมื่อมีจิตรู้นิ่ง ก็จะทำให้เราเกิดสติรู้ที่จะไม่ว่าร้ายใครในใจ ไม่คิดพยาบาทปองร้ายใครในใจ,ไม่คิดฆ่าสัตว์,ไม่คิดลักทรัพย์, ไม่คิดประพฤติผิดใจกาม,ไม่พูดเท็จโกหก,ไม่พูดจาส่อเสียด,ไม่พูดจาเพ้อเจ้อ,ไม่พูดจาด่าคำหยาบ,จัดเป็นศีลเกิดขึ้น นี้คือการเกิดของอธิศีล
เมื่อมีสติมากขึ้นๆจิตก็มีความสงบมากขึ้นในขณิกสมาธิ นี้คือการเกิดของอธิจิต เมื่อมีสติมากขึ้นอีกก็ทำให้เราเกิดปัญญารู้ความเป็นจริงในสภาวธรรมต่างๆ(คือสิ่งที่เป็นเองตามธรรมดาของเหตุปัจจัย) จัดเป็นการเจริญวิปัสสนา นี้คือผลของอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เพราะจิตมีสติรู้นิ่ง เพราะมีพระพุทธเจ้ามาคอยเทศน์สอนเรา อบรมเราอยู่ตลอดในใจของเรา จึงทำให้ใจของเราเกิดความสงบสุข มีจิตว่างอย่างยิ่ง “ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ” เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

หลวงพ่อเงินวัดบางคลานพิจิตร

ด้านหน้า ด้านหลัง พระผงรูปเหมือนข้างพัดหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิจิตร เนื้อเก่ายุคต้นๆ ราคาเบาๆ ครับ  ๙๙๙.๙๙๙ บาท โทร 08722...