แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศึกษาธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ศึกษาธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การรักษาอารมณ์ของมโนมยิทธิ


หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง)


มโนมยิทธินี่จะพาเราเป็นพระอริยะเจ้าได้เร็วที่สุด วิธีที่จะทรงมโนมยิทธิได้ ก็คือ


๑.พยายามรักษาอารมณ์ให้ทรงอยู่ในศีล
๒.นิวรณ์ ๕ ประการ อย่าให้มายุ่งกับใจ

ไอ้นิวรณ์ ๕ ประการน่ะไปไล่เบี้ยให้ดีว่ามีอะไรบ้าง แล้วก็วิธีที่จะระงับนิวรณ์ ๕ ก็ไม่ยาก ก็คือไม่สนใจมันเสียเลยในขณะที่ทรงสมาธิ หนักเข้าๆ พยายามไม่สนใจมันซะทั้งวัน สนใจอย่างเดียวว่า จับพระรูปพระโฉมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ชัดเจนอยู่ตลอดเวลา

คำว่า “ตลอดเวลา” ท่านอาจจะบอกว่ามันยากเกินไป แต่อย่าลืมว่าผมทำมาได้ ในตอนต้นผมทำได้ ที่ผมมาพูดนี่ผมทำได้ผมถึงมาพูด มันไม่ใช่ยากเกินไป และคนอื่นเขาก็ทำได้ คืออย่างใหม่ๆ มันก็ลืมบ้าง ไม่ลืมบ้าง ลืมบ้าง นึกได้บ้าง เป็นของธรรมดา

นี่ผมไม่ตำหนิ แต่พยายามควบคุมกำลังใจว่า ถ้าว่างเมื่อไหร่จับพระรูปพระโฉมพระองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้เป็นปกติ ถ้ามันชินจริงๆ ถ้าเราพูดอยู่ ทำงานอยู่ จิตมันก็จับเห็นพระพุทธรูปเป็นปกติ ถ้าทำได้ตลอดเวลา นี่เป็นฌานเป็น “พุทธานุสสติกรรมฐาน”

ถ้าเราเห็นพระพุทธเจ้าอยู่เป็นปกติ ท่านไม่ต้องสนใจว่าอารมณ์ของท่านจะเสื่อมเมื่อไหร่ ไม่มีคำว่าเสื่อม มันมีความแจ่มใสตลอดเวลา การที่จะเห็นเทวดา เห็นพรหม ไปนิพพานเรื่องง่ายๆ อารมณ์มันอยู่ตรงนี้

แต่ว่า ภาพพระพุทธเจ้านี่เป็นเครื่องวัดจิตของเรา ถ้าวันไหนถ้าจิตเราเลว วันนั้นภาพพระพุทธเจ้าจะไม่ผ่องใส จะมัวหมอง ถ้าเลวมากจะหายไปเลย เราก็ต้องค้นคว้าว่า มันเลวเพราะอะไร ทวนถอยหลังดูว่า ตั้งแต่เช้ามาถึงเวลานี้ เราทำอะไรผิดบ้าง ถ้าทำอะไรผิดไป เรารู้ตัวก็ขอขมาโทษต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสีย ว่าจะไม่ทำต่อไปแล้ว อารมณ์ก็จะแจ่มใสตามเดิม นี่เป็นการรักษาอารมณ์แบบง่ายๆ

ประการที่ ๒ การขึ้นไปนิพพานน่ะ ต้องขึ้นทุกวัน ถ้าวันหนึ่งหลายเที่ยวยิ่งดี การขึ้นไปไม่ต้องไปนั่งขัดสมาธิ ให้มันคล่องตัวจริงๆ เดินไปเดินมาปั๊บ!กำหนดจิตขึ้นไปถึงนิพพานเลย ขึ้นไปไหว้พระพุทธเจ้า

ต้องการรู้อะไรถามพระพุทธเจ้าโดยตรง อย่ารู้เอง ถ้ารู้เองไม่ช้าผิด ถ้าเราจะรู้อะไร ถ้ามันมีความรู้อยู่บ้าง ตัดอารมณ์รู้ทิ้งไปเสียก่อน ทำไม่รู้ไม่ชี้ ให้จิตมันทรงตัว แล้วก็เข้าไปถามพระพุทธเจ้าตรง ท่านบอกยังไงเชื่อตามนั้น ตรงกับความจริงทั้งหมด นี่เป็นการรักษาอารมณ์ ว่ากันโดยย่อนะ

สำหรับท่านที่ยังไม่ได้อย่าท้อใจคิดว่ายังไม่ได้ ก็รวมความว่าถ้าไม่มีบารมีมาในกาลก่อน ท่านก็ไม่อยากเจริญกรรมฐาน นี่เป็นเครื่องวัด คนที่ไม่มีความดีมาเลย กรรมฐานนี่เขาไม่ทำกัน

บารมี ๓ ขั้น คือ ถ้ามีบารมีต้น แค่บารมีต้นอย่างเดียว การเจริญกรรมฐานก็ไม่อยากทำ พอใจขั้นศีลกับทาน ถ้าหากมีบารมีเป็นอุปบารมี ก็พอใจแค่ฌานสมาบัติ ถ้าหากบารมีถึงขั้นปรมัตถบารมี จึงจะพอใจพระนิพพาน อันนี้ไปวัดใจเอาเอง

ถ้าหากว่าบารมีถึงอุปบารมี เราก็เร่งรัดเป็นปรมัตถบารมีได้ ไม่ใช่มันจมอยู่แค่นั้น มันสร้างต่อได้ นี่ขอท่านจงมั่นใจในความดีในอดีตของท่านว่าเคยสั่งสมความดีมามากแล้ว ตอนนี้ถ้าทุกคนที่ได้แล้วนะ จะไปถามองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอดูภาพเดิมก็จะเห็นชัดว่าเราเคยได้ฌานสมาบัติมาแล้วกี่ชาติ ถ้าท่านถามจริงๆ ท่านจะงงเต็มทีว่า โอ้โฮ!นี่เราได้มาตั้งเยอะแล้วหรือนี่

วันพุธที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2556

สัมภเวสี

ประสบการณ์จริงของหลวงพ่อเกี่ยวกับ "สัมภเวสี"

โดย หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง

คำว่า "สัมภเวสี" ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "ผีตายโหง"

สำหรับผีตายโหงนี้จะถือว่าเป็นสัมภเวสีเสมอไปก็ไม่ได้ เพราะบางรายเมื่อถึงเวลาจะต้องตายแบบนั้นตามกฎของกรรม เมื่อตายแล้วก็ไปรับสุขและรับทุกข์ตามอำนาจกฎของกรรมอย่างนี้ไม่เรียกว่า "สัมภเวสี" ตายจากคนไปเกิดเลย เช่นเกิดในนรก เกิดเป็นเปรต เกิดเป็นอสุรกาย เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เกิดเป็นคน เกิดเป็นเทวดา เกิดเป็นพรหม หรือไปพระนิพพาน อาการตายแล้วไปพระนิพพานที่ตายแบบตายโหงก็มีมากราย

อย่างในสมัยพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ คนฟังเทศน์จบได้สำเร็จอรหัตผล

ตามธรรมดาพระองค์ตรัสว่า "เอหิ ภิกขุ" แปลว่า "เจ้าจงเป็นภิกษุมาเถิด" ผ้าไตรที่สำเร็จด้วยฤทธิ์จะลอยมาในอากาศสวมตัวท่านผู้นั้นพอดี ทั้งนี้ก็เพราะว่าเขาต้องเคยถวายผ้าไตรจีวรไว้ในพระพุทธศาสนาในชาติก่อนๆ มาแล้ว สมัยนั้นพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นใหม่ๆ นักบวชก็ยังไม่ค่อยมากนัก ดังนั้นร้านขายผ้าไตรจีวรสำหรับพระจึงไม่มีเหมือนสมัยนี้ พระต้องลำบากในการหาผ้าใช้ ต้องไปเก็บผ้าที่เขาทิ้งแล้วมาปะๆ ประกอบกันเข้าจากผืนเล็กมาเป็นผืนใหญ่ แล้วนำมานุ่งห่ม แต่ถ้าฟังเทศน์จบแล้วเป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาแล้วว่าผู้นั้นไม่เคยถวายผ้าไตรจีวรไว้ในพระพุทธศาสนา เพราะพระองค์ทรงเป็น "สัพพัญญู" แปลว่า "รู้ทั้งหมด" ก็จะตรัสว่า "เมื่อเจ้าปรารถนาจะบวช จงไปหาผ้าไตรจีวรมา ถ้าได้ผ้าไตรจีวรมาแล้วเราจะบวชให้"

ปรากฏว่าในขณะที่ไปหาผ้าไตรจีวรขณะที่ร่างกายเป็นฆราวาสแต่ใจเป็นพระอรหันต์ ร่างกายที่มีความเลวอยู่มากไม่สามารถจะทรงความเป็นพระอรหันต์ไว้ได้ก็เลยต้องตาย

ทีนี้ถ้าจะป่วยตายก็ป่วยไม่ทันและก็ตายไม่ทัน ในที่สุดจึงต้องตายเพราะอุบัติเหตุ เช่นวัวขวิดตายบ้าง มีการกระทบกระทั่งอะไรตายบ้าง เป็นต้น

เรียกว่าการทรงความเป็นพระอรหันต์สำหรับฆราวาสไม่มี คนที่เป็นพระอรหันต์แล้วถ้ายังไม่ได้บวช อย่างช้าวันรุ่นขึ้นก็ตาย ไม่ใช่ ๗ วัน

สำหรับผู้ที่ตายไปแล้วเรียกกันว่าเป็น "สัมภเวสี" จะตายด้วยกรณีใดๆ ก็ตามแต่ยังไม่ครบอายุขัยที่จะตาย (อายุขัยของคนปัจจุบันอายุ ๗๕ ปี) เมื่อตายแล้วจะไปเกิดเป็นอะไรยังไม่ได้ หมายถึงจะไปลงนรกก็เข้านรกยังไม่ได้ จะไปเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นพรหม ก็ยังเป็นไม่ได้เพราะยังไม่ถึงเวลาจะไป ก็เลยต้องท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ เดินไปเดินมาหิวโซ

พวกนี้ที่พวกหมอผีชอบเรียกเอาไปเลี้ยง เพราะว่าลำบากมีความหิว เมื่อมีใครมาชวนและนำไปเลี้ยงก็ต้องไป โดยคิดว่าทำงานให้เขาเพียงแค่กินอิ่มก็พอ จะเห็นว่าสภาพความรู้สึกของผีก็เหมือนคน เพราะผีก็คือจิตของคนที่เคลื่อนออกจากร่างกายเนื้อ สภาพความรู้สึกจึงเหมือนกันไม่แตกต่างจากของเดิม

นายเสนอ ตายจากคนไปเกิดเป็นสัมภเวสี

ดังตัวอย่างสัมภเวสีที่ไปพบมาเอง สัมภเวสีรายนี้สมัยเป็นมนุษย์
มีนามว่า "นายเสนอ" นามสกุลจำไม่ได้แล้ว เป็นคนจังหวัดสุพรรณบุรี ตามปกตินายเสนอเป็นคนดีมาก เรียกว่าคนทั้งตำบลหรือหลายๆ ตำบลใกล้เคียงชอบใจ รักใคร่ เพราะนายเสนอเป็นคนดี ไม่เกเรไม่ใช่เป็นคนอันธพาล ดีในด้านสงเคราะห์ช่วยเหลือ จัดว่าเป็น สังคหวัตถุ นิยมในการสงเคราะห์ ใครจะมีงานมีการที่ไหนนายเสนอก็ไปที่นั่น เจ้าของงานก็ดีใจเพราะช่วยทำงานทุกอย่างถ้าไม่เกินความสามารถ พูดจาก็ดีเป็นที่รักของคนทั่วไป

วันหนึ่งที่วัดสารี อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี มีงานประจำปี ในงานนั้นพวกนักเลงการพนันไปเล่นการพนันในวัด ก็มีเรื่องกัน นายเสนอก็วิ่งเข้าไปแล้วก็ยกมือไหว้คนนั้นทีไหว้คนนี้ที เรียกเขาว่าพี่ป้าน้าอาบอกว่า "ขอโทษเถอะเป็นงานวัด อย่าให้มีเรื่องเอะอะโวยวายเลย ท่านจะเล่นก็เล่นกันไป ถ้าหากไม่พอใจจะเล่น จะเลิกก็ตามใจไม่ได้ว่าอะไร" ก็พูดดีๆ ปรากฏว่าคนคุมบ่อนเป็นตำรวจ เขาโกรธที่ไปตักเตือนคนในบ่อนของเขา จึงเอาพานท้ายปืนยาวตีหน้าเข้าให้ นายเสนอล้มนอนหงายผลึ่งเกือบจะชัก พอลุกขึ้นมาได้ก็มีโทสะเลยชักมีดแทงตำรวจเข้าให้ ตำรวจก็ยิงปืนเข้าใส่ เลยต่างคนต่างตาย ปรากฏว่าศพของนายเสนอถูกประคับประคองอย่างดี ชาวบ้านทั้งตำบลและตำบลใกล้เคียงต่างจัดงานศพหรูหรา แต่ศพตำรวจไม่มีใครสนใจ เพราะชาวบ้านไม่มีใครแยแสปล่อยทิ้งไว้ตรงนั้นจนเน่า ปล่อยให้เหี้ยบ้าง ตะกวดบ้าง สุนัขบ้าง ทึ้งกันตามอัธยาศัย เครื่องแบบก็ไม่มีใครถอดให้ นานหลายวันกว่าทางการจะมาเอาไป

ผีนายเสนอออกอาละวาด
เมื่อนายเสนอตายแล้ว ก็มาแสดงตัวในฐานะที่เป็นสัมภเวสีให้ปรากฏบ่อยๆ มีหลายคนมารายงานให้ทราบว่า "ผีนายเสนอดุจริงๆ ลูกหลานไปทำงานหลังบ้านมาหลอกอยู่เสมอ" วันหนึ่งมีโอกาสไปที่ตำบลสารี จังหวัดสุพรรณบุรี ขณะคุยกับเจ้าของบ้านอยู่ มีเด็กสาวๆ อายุ ๑๕-๑๖ ปีคนหนึ่งอยู่บ้านติดกัน ออกไปเก็บผักหลังบ้านมาทำอาหาร ประเดี๋ยวเดียวก็วิ่งเข้าบ้านมานอนร้องครวญครางดังมาก และเอามือกุมที่หน้าอก ใครถามว่า "เป็นอะไร" ก็ไม่ตอบ ตามธรรมดาผีที่ตายจะมาเข้าใคร ถ้าเป็นโรคอะไรก็จะแสดงอย่างนั้นให้รู้ หมายความว่าเวลาที่ตาย ทุกขเวทนาครอบงำมากอย่างไหนก็จะแสดงให้ปรากฏอย่างนั้น เช่นคนขาเป๋ตายแล้ว เวลามาเข้าคนก็จะแสดงอาการขาเป๋ หรือก่อนจะตายแขนคอก ตายแล้วก็มาทำท่าแขนคอก แต่ความจริงพอตายแล้วเป็นผี ขาไม่ได้เป๋ แขนไม่ได้คอก

เด็กสาวคนนี้ร้องครวญคราง พวกผู้ใหญ่จึงไปนิมนต์อาตมามาดู ก็ไปนั่งข้างๆ เด็กคนนั้นแล้วถามว่า "อีหนูเป็นอะไร" ก็ไม่ตอบมองหน้าเฉยๆ แล้วก็ร้อง เห็นนายเสนอนั่งข้างๆ เด็กคนนั้นแล้วเอานิ้วจี้ที่ตรงเด็กบอกว่าปวด ก็คือตรงอกที่เดียวกับที่นายเสนอถูกยิงพอดี ท่านก็เลยพูดดังๆ ว่า "เหนอไปทำอะไรหลาน มีเรื่องอะไรก็ไปคุยกันที่บ้านโน้น อย่ามายุ่งกับเด็กมันเลย ไปด้วยกันเดี๋ยวนี้นะ" นายเสนอก็ปล่อยมือ เด็กคนนั้นก็หายปวด ลุกขึ้นทำงานได้เป็นปกติ ถามเธอว่า "เป็นอะไร" เธอตอบว่า "ไม่รู้ มันเจ็บทะลุหลัง" ก็เพราะนายเสนอถูกยิงทะลุหลัง แล้วก็เดินมาบ้านหลังที่ท่านพัก

ถามนายเสนอว่า "เอ็งไปทรมานหลานทำไม" เขาตอบว่า "ไม่ได้ทรมาน ผมแสดงแบบนี้ที่ใครเขาลือกัน มีคนไปฟ้องท่านหลายคนแล้ว ผมก็รู้ เขาหาว่าผมดุร้ายมากเที่ยวหลอกคนนั้นหลอกคนนี้ ความจริงผมไม่ได้ตั้งใจจะหลอกคน ทุกคนที่ผมแสดงให้ปรากฏเป็นคนที่ชอบกันอยู่ก่อนทั้งนั้น รักกันมากเคยช่วยงานเขา และเขาเคยปวารณาว่า มีอะไรให้ช่วยเหลือก็บอกเขาจะทำให้เต็มที่ แต่ทว่าเวลานี้ผมต้องการความช่วยเหลือขอรับ" ถามว่า "เอ็งตายแล้ว เอ็งไปไหน เอ็งไปนรกหรือไปสวรรค์"

เขาตอบว่า "ไม่ได้ไปนรก ไม่ได้ไปสวรรค์ เวลาเหลืออีก ๔๓ ปีจึงจะไปได้ นับปีมนุษย์ระยะเวลา ๔๓ ปี นี่ผมลำบากมากต้องเดินไปเดินมา ผลบุญใดๆ ที่ทำไว้ก็ยังไม่ปรากฏ ยังกินไม่ได้เพราะยังไม่ถึงเวลาจะได้รับ ส่วนผลบาปที่ทำไว้ก็ยังไม่ให้ผล เวลานี้ผมต้องเป็นผีเดินไปเดินมาเข้าไปหาคน เพื่อหวังจะให้เขาสงเคราะห์ช่วยเหลือ แต่เขาก็หาว่าผมไปหลอกเขา บางทีเขาก็สาปแช่งเอาบ้าง ความรู้สึกของคนกับผีไม่เหมือนกัน เวลาที่ผมยังไม่ตายเขาก็รักผมมาก ดีกับผมทุกอย่าง ทุกคนปวารณาตัวจะช่วยผมเวลาผมทำงานให้เขาอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย แต่เวลาผมตายไปแล้ว ไม่มีใครสนใจผมเลย"

ก็เลยบอกว่า "ก็เอ็งเป็นผีนี่เขาก็กลัว เวลาเอ็งไปแสดงตัวให้ปรากฏเอ็งทำอย่างไรบ้าง" เขาตอบว่า "ส่วนใหญ่ไม่ได้หลอก ผีไม่มีเวลาจะหลอกคน เพราะมีความลำบากอยู่แล้ว ผมมาแสดงตัวให้ปรากฏเป็นเงาบ้าง เป็นเสียงบ้าง บางคนก็เห็นชัดหน่อย บางคนก็เห็นไม่ชัด ผมก็ประกาศว่าตัวผมคือนายเสนอ พอบอกได้เท่านั้น ทุกคนพอฟังแล้วก็วิ่งหนี ถ้าอยู่ในบ้านก็นอนคลุมโปงกัน และบางบ้านก็บอกว่า ขอให้ไปที่ชอบๆ เถอะ บางบ้านก็แช่งชักหักกระดูกเลย ผมก็เสียใจไม่มีใครจะช่วยผมจริงๆ"

ฟังแล้วก็เห็นใจ เพราะทราบจากพระพุทธเจ้าแล้วว่า ผีไม่มีไร่ไม่มีนา ไม่มีการค้าขาย ไม่มีอาชีพใดๆ ถ้าบุญเก่าไม่ส่งผลก็ต้องอาศัยบุญใหม่ที่คนมีชีวิตอยู่ส่งไปให้ และก็ต้องส่งเป็น ถ้าส่งไม่เป็นส่งเท่าไรก็ไม่มีผล ก็เลยถามต่อว่า "เอ็งต้องการอะไรล่ะ" นายเสนอก็บอกว่า "เวลานี้ผมลำบากมาก หนาวก็หนาว หิวก็หิว กำลังก็ไม่มี สิ่งที่ผมต้องการก็คือ ต้องการพระพุทธรูปหน้าตัก ๕ นิ้วสักองค์หนึ่ง ผ้าไตรจีวร ๑ ไตร และอาหารอีกชุดหนึ่ง อะไรก็ได้ไม่จำกัด" ถามว่า "จะให้ทำอย่างไร" ตอบว่า "นิมนต์พระมาแล้วถวายเป็นสังฆทาน" ก็ถามต่อว่า "ถ้าทำได้ตามที่บอกมา ผลจะพึงมีกับเอ็งอย่างไร" ตอบว่า

อานิสงส์ของการถวายสังฆทาน


๑) พระพุทธรูป ถ้าผมโมทนาแล้วกำลังจะดีมาก ถ้าเป็นเทวดาก็มีศักดิ์ศรีใหญ่ มีรัศมีกายสว่างมาก

๒) ผ้าไตรจีวร ถ้าโมทนาแล้ว จะมีเครื่องประดับเป็นทิพย์

๓) อาหาร ข้าวและนํ้านี้ เมื่อโมทนาแล้วจะมีกำลัง ร่างกายจะมีแรงมากและมีความเบายิ่งขึ้น

จึงบอกว่า "ตั้งใจจะช่วยอยู่แล้ว เวลาเขาทำบุญให้แล้ว จะให้ทำอย่างไรอีก"

ตอบว่า "เมื่อพระรับสังฆทานเสร็จ เวลาอุทิศส่วนกุศล ขอให้คนที่ทำบุญส่งผลเฉพาะให้แก่ผมคนเดียว อย่าให้แก่คนอื่น เพราะพวกสัมภเวสีที่มีความลำบากมีอยู่มาก มีกรรมยังหนักอยู่ เป็นกรรมในระหว่างที่ต้องถูกทรมาน ถ้าเฉลี่ยให้คนอื่นพวกสัมภเวสีก็ไม่ได้รับ แต่ถ้าไม่เฉลี่ยให้แก่คนอื่น พวกสัมภเวสีจะได้รับสมบูรณ์บริบูรณ์ การอุทิศส่วนกุศลต้องว่าเป็นภาษาไทยตรงๆ ให้เฉพาะเจาะจง"

ก็เลยบอกว่า "ตกลง วันพรุ่งนี้ค่อยมารับนะ" นายเสนอถามว่า "แล้วท่านจะบอกใครเขาทัน" ตอบว่า "บุญนี้ข้าจะทำเอง ไม่ต้องการไปรบกวนคนอื่น แต่จะบอกเขาเหมือนกัน เขาจะให้หรือไม่ให้ก็ช่างเขา ประเดี๋ยวเอ็งกลับไปเข้าเด็กคนนั้นอีกนะ แต่อย่าไปทำให้เขาเจ็บร้องครวญคราง ไปเข้าเฉยๆ เดี๋ยวชาวบ้านเขาสงสารเด็กจะด่าเอา และก็แสดงตัวให้ปรากฏว่าเป็นเอ็ง" ถามว่า "เด็กคนนั้นร้องลิเกเป็นไหม" ตอบว่า "ไม่เป็นขอรับ" จึงบอกว่า "ถ้าอย่างนั้นดีแล้ว เอ็งเป็นลิเกอยู่ก่อนมีชื่อเสียงมาก ไปเข้าก็แสดงท่าเป็นเอ็งแล้วก็ร้องลิเกไปด้วย บอกบทเล่าเรื่องราวของเอ็งไปด้วย ทำให้ชาวบ้านเห็นเป็นสนุก" นายเสนอก็รับคำแล้วถามว่า "เมื่อไร" ตอบว่า "ไปเดี๋ยวนี้เลย จะได้พูดให้ชาวบ้านเขาได้รู้เรื่อง"

ต่อมาชาวบ้านรู้เรื่องนายเสนอจากการร้องลิเกว่าตายเพราะอะไร เวลานี้มีความทุกข์เป็นประการใดบ้าง ไปหาใครบ้าง ใครแช่งด่าบ้างก็บอกชื่อหมด ร้องเพราะเสียด้วย ชาวบ้านฟังแล้วชอบใจ นำมาเล่าให้ฟัง จึงบอกว่า "นายเสนอต้องการอะไรบ้างให้ชาวบ้านฟัง" และบอกนายเสนอว่า "พรุ่งนี้จะถวายสังฆทานให้ตอนในเพล เอ็งมาโมทนานะ เวลาโมทนาแล้วถ้าได้บุญจริงๆ แล้ว เวลากลางคืนเอ็งไปที่บ้านคนที่เขาช่วยร่วมบุญร่วมกุศลในวันพรุ่งนี้ ให้เขาเห็นทุกคนและส่งกลิ่นหอมให้ปรากฏทั้งบ้าน" เขาก็รับคำ

พอรุ่งขึ้นเช้าก็บอกบุญว่า "ใครจะร่วมบ้าง ร่วมเท่าไรก็ได้หรือใครไม่ร่วมฉันก็ทำคนเดียว เพราะนายเสนอมีความดีกับฉันมาก ช่วยกิจการงานทุกอย่าง เขาไม่เคยรังเกียจ เมื่อบอกแล้วก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจจริงๆ ไม่เคยท้อถอย"

การอุทิศส่วนกุศล
ในที่สุดชาวบ้านก็มารวมตัวกัน บอกเขาเวลาบ่ายพอตอนเช้าได้ผ้าไตร ๕ ไตร พระพุทธรูป ๕ องค์ อาหารเต็มบ้านไปหมด ตั้งใจจะนิมนต์พระมาถวายสังฆทานองค์เดียวเป็นผู้แทนสงฆ์ ตอนสายๆ อาหารมาเต็มบ้าน ก็เลยต้องไปนิมนต์พระมาหมดวัด วัดอยู่ไม่ไกลนัก พระมี ๒๒ หรือ ๒๓ องค์ เป็นสังฆทานเต็มที่ ผ้าไตรไม่พอเลยให้คนไปซื้อผ้าสบง ผ้าห่มและผ้าเช็ดตัวมาให้พอกับพระที่เหลือ เวลาที่เขากำลังจัดงานกัน เห็นนายเสนอมาช่วยงาน เวลาเขาจะปัดจะกวาด จะปูเสื่อ จะวางหมอน ก็มาช่วยเขาทำวุ่นไปหมด แต่ไม่มีใครรู้ไม่มีใครเห็น เมื่อถวายสังฆทานพระเสร็จ ก็อุทิศส่วนกุศลบอกว่า

"ผลบุญที่ทำแล้วในวันนี้ มีการบูชาพระรัตนตรัยก็ดี สมาทานศีลก็ดี ถวายพระพุทธรูปเป็นของสงฆ์ก็ดี ถวายผ้าไตรจีวรแก่คณะสงฆ์ก็ดี ถวายภัตตาหารก็ดี ผลบุญทั้งหลายนี้ข้าพเจ้าจะพึงมีเพียงใด ข้าพเจ้าทั้งหลายขออุทิศส่วนกุศลนี้ให้แก่นายเสนอ ขอนายเสนอจงมาโมทนาและได้รับส่วนกุศลผลความดีเช่นเดียวกับข้าพเจ้าจะพึงได้รับ ณ บัดนี้เถิด"

นายเสนอโมทนาแล้วก็ยังไม่ไป นั่งยิ้มหน้าตาสวย ถามว่า "เหนอ เอ็งมารับหรือเปล่า ถ้ามารับก็แสดงอาการให้ปรากฏ ส่งกลิ่นให้ปรากฏแต่ไม่ใช่กลิ่นผีนะ เป็นกลิ่นปกติสมัยนี้ของเอ็ง" พอพูดจบทุกคนได้กลิ่นหอมฟุ้งโดยไม่ต้องสูด หอมจริงๆ ส่งกลิ่นฟุ้งไปหมด หมู่บ้านนั้นทั้งหมู่บ้านมีประมาณ ๑๐ หลังคาเรือน ไกลออกไปกระทั่งหลังบ้านยังได้กลิ่น ทุกคนก็ดีใจ ชักใจกล้าอยากเห็นนายเสนอว่ามีรูปร่างหน้าตาเวลานี้เป็นอย่างไร และขอให้ไปเข้าฝันให้เห็นตอนกลางคืน

ถามว่า "ทำได้ไหม" เขาตอบว่า "ทุกคนเวลาจะนอน ให้ภาวนาว่า พุทโธ ทำใจสบาย เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วจะเห็นง่าย คือให้เห็นในฝันง่าย"

ก็บอกชาวบ้านทำตามที่นายเสนอบอก ทุกคนอยากเห็นก็ตั้งใจทำตามนั้นกัน

พอรุ่งเช้าทุกคนมาพูดให้ฟังเหมือนกันว่า "เมื่อคืนผีนายเสนอมาหาและคุยด้วย รูปร่างหน้าตาสวยจริงๆ ไม่เหมือนเก่า เครื่องประดับประดาสวยสดงดงาม"

แสดงว่า นายเสนอเป็นผีกึ่งเทวดาเข้าให้แล้ว และก็พร้อมที่จะเคลื่อนไปสู่วิมานใดวิมานหนึ่งอันเป็นสมบัติของตน เพราะเคยช่วยสร้างโบสถ์ช่วยสร้างศาลา.."

หลวงปู่ดู่ กับ หลวงปู่บรมครู พระครูเทพโลกอุดร




หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ เป็นพระอริยสงฆ์อีกรูปหนึ่งที่เคยพบ หลวงปู่บรมครู พระครูธรรมเทพโลกอุดร
ดังที่คุณวิรัตน์ โรจนจินดาได้บันทึกไว้ดังนี้

“เหตุการณ์ครั้งหนึ่ง เกิดขึ้นในช่วงที่ข้าพเจ้า เริ่มตระเวณหา ครูบาอาจารย์ ตามวัดต่างๆ ตามคำแนะนำของผู้ปฏิบัตธรรม วันหนึ่งข้าพเจ้าได้เดินทางไปกราบหลวงปู่ดู่ ที่วัดสะแก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อไปถึงนั้นเป็นเวลา 4 โมงเย็น ข้าพเจ้าได้ไปถามเด็กวัดว่า กุฏิหลวงปู่ดู่ อยู่ทางไหน เด็กคนนั้นก็พาข้าพเจ้าไปจนพบตัวท่าน ขณะท่านกำลังอยู่ที่ศาลาริมน้ำ ข้าพเจ้าเข้าไปกราบเท้าท่าน ท่านก็เมตตาและถามว่ามาจากที่ไหน ข้าพเจ้าก็กราบเรียนถามท่านว่า มาจากกรุงเทพฯ ครับ แล้วท่านก็นั่งหลับตาอยู่นานสองนาน จนข้าพเจ้าคิดไปต่างๆ นานาว่าท่านคงไม่สบาย เวลาผ่านไปนานพอสมควร พอท่านลืมตาขึ้นข้าพเจ้าก็รีบถามท่านทันทีว่า หลวงปู่ไม่ลบายหรือเปล่า หลานจะไปซื้อยามาถวาย ท่านก็ตอบข้าพเจ้าว่า “ฉันกำลังคุยกับหลวงพ่อเกษมที่ลำปางอยู่ จึงไม่ได้พูดคุยกับเธอ”

เหตุการณ์ครั้งนั้นข้าพเจ้าแทบไม่อยากเชื่อเลยว่า หลวงปู่ดู่ ท่านอยู่ถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะสามารถส่งกระแสจิต ติดต่อกับหลวงพ่อเกษมที่จังหวัดลำปางได้ มันเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ จิตใจก็เกิดปรามาสท่าน เพราะขณะนั้นข้าพเจ้ายังไม่แตกฉานในเรื่องธรรมะ ภายหลังต่อมาข้าพเจ้าได้เริ่ม ปฏิบัติพระกรรมฐาน เริ่มศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจึงได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ท่านคือ พระสุปฏิปันโนรูปหนึ่ง ข้าพเจ้าจึงได้กลับไปที่วัดสะแก อีกครั้งหนึ่ง พร้อมด้วย ดอกไม้ ธูป เทียน และเครื่องสักการะ เพื่อขอขมาลาโทษ ที่ได้เคยล่วงเกินด้วย กาย วาจา หรือใจก็ตาม ท่านก็เมตตาให้โอวาทและอบรมสั่งสอนธรรมะแก่ข้าพเจ้านับแต่นั้นมา

จากนั้น ข้าพเจ้าก็ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของท่าน ท่านไดสอนวิปัสสนากรรมฐานจนข้าพเจ้าพอได้รู้ ได้เห็นบ้างตามสมควร ทำให้ข้าพเจ้าทราบว่า พระสุปฎิปันโนนั้นสภาวะจิต สภาวะธรรมของท่านละเอียดอ่อน สามารถติดต่อถึงกันได้ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลแค่ไหนก็ตาม

หลังจากนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้คอยรับใช้ท่านอยู่หลายปี ท่านมีเมตตาเล่าเรื่องหลวงปู่ใหญ่ให้ข้าพเจ้าฟังว่า สมัยที่ท่านออกเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรนั้น วันหนึ่งในฤดูหนาวท่านเดินทางไปถึงดงพญาเย็น แล้วเกิดเป็นไข้มาลาเรียอยู่ท่านกลางป่าดงดิบ ท่านคิดว่าคงจะไม่รอดชีวิตแน่แล้ว แต่จู่ๆ ก็มีพระรูปร่างสูงใหญ่องค์หนึ่งเอายาเม็ดกลมๆ ปั้นเหมือนลูกกลอนมาให้ท่านฉัน 2 เม็ด เมื่อท่านฉันเสร็จแล้ว ปรากฎว่าอาการไข้กลับทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์ พอท่านหายพระรูปร่างสูงใหญ่องค์นั้นก็จากไป โดยที่ท่านไม่ทราบว่า พระองค์นั้นชื่ออะไร ภายหลังที่ท่านกลับมาอยุธยา ได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ อาจารย์ของท่านฟัง หลวงพ่อกลั่นหัวเราะแล้วบอกว่า พระรูปร่างสูงใหญ่องค์นี้ ท่านเป็นพระหลายยุค หลายสมัย ท่านเข้ามาเผยแผ่ พระไตรปิฎกในสุวรรณภูมิ คอยค้ำชูบวรพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง ไม่ให้ตกต่ำจนกว่าจะถึงยุคพระศรีอาริย์ พระภิกษุ สามเณร สมณชีพราหมณ์ อุบาสก อุบาสิกา ท่านใดได้พบเห็น ไม่ว่าจะเป็นการทิพย์ หรือ กายเนื้อ ถือเป็นมงคลอันสูงสุด

หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ท่านเป็นหน่อพุทธภูมิที่จุติลงมาเพื่อค้ำชูพระพุทธศาสนา ท่านเพียรสั่งสอนอบรมเหล่าบรรดาศิษยานุศิษย์ของท่านให้ปฎิบัติดี ปฏิบัติชอบ เพื่อมิให้ตกไปสู่อบายภูมิ หลังจากละสังขารไปจากโลกนี้แล้ว

ข้าพเจ้าได้พบเห็นบารมี ในทางธรรมของท่าน สมัยที่ข้าพเจ้าไปรับใช้ท่านอยู่ เมื่อครั้งท่านสร้างพระสมเด็จ ลักษณะมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่เหนือสุดของพระพรหม วิธีการสร้างของท่านนั้น ท่านแกะแม่พิมพ์ขึ้นมาด้วยตัวของท่านเอง รวมทั้งท่านทำผงวิเศษเอง มีตระไคร่โบสถ์ ผลนะปัด ตลอดซึ่งท่านสำเร็จวิชานะปัดตลอดมาจากครูบาอาจารย์ของท่าน ซึ่งวิธีการนั้น ทำได้โดยใช้ชอล์คเขียนอักขระ เลขยันต์ลงบนกระดานชนวน เมื่อเขียนเสร็จแล้วก็ใช้มือลูบเบาๆ ที่อักขระ เลขยันต์นั้น ผงวิเศษก็จะทะลุกระดาษชนวนลงไปในบาตร จากนั้นนำผงวิเศษนี้ไปผสมกับปูนขาว ปั๊มออกมาเป็นพระสมเด็จตามต้องการ

พระที่หลวงปู่สร้างไว้รุ่นแรกๆ นี้ วิธีการอธิษฐานจิตของท่านเป็นเรื่องแปลกมหัศจรรย์ และเล่าขานสืบต่อมาดังนี้

ท่านจะนำพระที่สร้างไว้แล้ว เข้าไปไว้หน้าพระประธานในโบสถ์ โยงสายสิญจ์จากโบสถ์มาที่กุฎิของท่าน แล้วปิดหน้าต่างทุกบานรวมทั้งประตูโบสถ์ก็ล็อคกุญแจเรียบร้อย วันนั้นเป็นวันอาสาฬหบูชา เมื่อพระภิกษุ สามเณร สมณชีพราหมณ์ และอุบาสิกาที่ไปปฏิบัติธรรมกับท่าน ทำวัตรเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้วท่านก็กล่าวว่า

“วันนี้เป็นวันดี ฉันจะเชิญองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอริยสาวกทุกพระองค์ และครูบาอาจารย์ของฉันมี หลวงปู่บรมครู พระครูธรรมเทพโลกอุดร หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) หลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติ มาร่วมอธิษฐานจิตในเวลาสองยามของค่ำคืนนี้ ขอให้ทุกคนจงร่วมจิตอธิษฐานด้วย”

พอได้เวลาสองยาม ท่านก็นั่งลงจุด ธูป เทียน สักการะบูชา องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าและท่านเองก็นั่งสมาธิอธิษฐานจิตพระเครื่องของท่านด้วย

และแล้วสิ่งมหัศจรรย์เหลือเชื่อก็บังเกิดขึ้น เหล่าบรรดาพระภิกษุ สามเณร และอุบาสก อุบาสิกา ตลอดจน สมณชีพราหมณ์ ที่นั่งอยู่ในนั้น ต่างได้ยินเสียงสวดมนต์ดังออกมาจากโบสถ์ ซึ่งปิดสนิทหมดทุกด้าน และไม่มีใครอยู่ในนั้นเลย !!!

พระเครื่องของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ รุ่นนี้ ผู้ใดได้ไว้สักการะบูชา พร้อมทั้งปฏิบัติตนอยู่ในศีล ในธรรม มีกาย วาจา ใจบริสุทธิ์ ก็บังเกิดพระธาตุเสด็จมาที่องค์พระนั้นเป็นที่อัศจรรย์..




คัดลอกจากหนังสือ ตามรอยหลวงปู่ใหญ่ พ.ศ.2549 โดยคุณพรหมินทร์ อึ้งสกุลรัตน์

วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2556

พุทธศาสนาสุภาษิต

พุทธศาสนาสุภาษิต


ปรวชฺชานุปสฺสิสฺส นิจฺจํ อุชฺฌานสญฺญิโน
อาสวา ตสฺส วฑฺฒนฺติ อารา โส อาสวกฺขยา.

คนที่เห็นแต่โทษผู้อื่น คอยแต่เพ่งโทษนั้น
อาสวะก็เพิ่มพูน เขายังไกลจากความสิ้นอาสวะ.

อธิบาย คนที่เห็นแต่โทษของคนอื่น และคอยแต่เพ่งโทษคนอื่นนั้น ก็เพราะจิตมีแต่ความเป็นอกุศลจิต ที่เกิดจากอารมณ์หรือความรู้สึกยินดียินร้ายเป็นเหตุ ความรู้สึกยินดียินร้ายก็คือกิเลสกามหรืออาสวะกิเลส เป็นเหตุให้เกิดอัตตาอคติมี โลภะ โทสะ โมหะ เป็นเจ้าเรือน จึงทำให้เกิดอาสวะเพิ่มพูนมากขึ้น และเป็นเหตุให้ห่างไกลจากความสิ้นอาสวะ หมายถึงความหลุดพ้นจากกองทุกข์ หรือวัฏฏะสงสาร

โลกของสื่อรับรู้ในปัจจุบัน ที่มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย ที่เรียกว่าวัตถุแห่งกาม เป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ หรือความรู้สึกยินดียินร้ายที่เป็นเหตุให้เกิดกิเลสกาม ได้ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ลืมตาตื่นมาจนกระทั้งนอนหลับไป ไม่มีทางหนีสิ่งเหล่านี้ไปได้เลย เพราะเราต้องอยู่กับการเสพคุ้นกับมันอยู่ตลอดเวลาในชีวิตนี้

เว้นไว้แต่การเป็นผู้ได้ประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อให้เกิดสติ รู้ปล่อยวางในอารมณ์หรือความรู้สึกยินดียินร้ายที่เป็นกิเลสกามหรืออกุศลจิตได้แล้ว เราจึงจะไม่หลงไปกับอาสวะกิเลส และเราจะไม่เกิดการเพ่งโทษผู้อื่นด้วยอัตตาอคติจิต และไม่สะสมอาสวะกิเลสเป็น อโลภะ อโทสะ อโมหะ ใจของเราก็จะเบาบางจาก โลภะ โทสะ โมหะ เราจึงสามารถหลุดพ้นจากกองทุกข์ได้โดยสิ้นเชิง
คนเราจึงควรมีการประพฤติปฏิบัติธรรมไว้บ้าง ในชีวิตประจำวันตลอดเวลา ด้วยการหมั่นท่องธัมมะภาวนาไว้ว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” อยู่เสมอๆในใจตลอดเวลาเพื่อสะสมความรู้ตัวให้กับใจของเรา ใจของเราก็จะเกิดความรู้ตัวหรือตัวรู้ อันเป็นเหตุให้ใจของเราเกิดสติ รู้ปล่อยวางในอารมณ์ความรู้สึกยินดียินร้ายได้เองโดยอัตโนมัติ ใจของเราก็จะเป็นกุศลธรรมเป็นบุญ คือความสบายใจ ใจของเราก็จะพบกับสันติสุขมีความสงบนิ่งเป็นจิตว่าง ก็จะเป็นเหตุให้ใจของเราสิ้นอาสวะได้ ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

จงอย่าเป็นคนประมาท

จงอย่าเป็นคนประมาท เพราะคนประมาทได้ชื่อว่าตายเสียแล้ว


คนทุกวันนี้มีชีวิตอยู่อย่างเป็นผู้ประมาทเป็นเสียส่วนใหญ่ ไม่ค่อยได้สนใจในเรื่องการปฏิบัติธรรมในด้านจิตตะภาวนา มองเรื่องการปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องของคนแก่บ้าง หรือคนไม่มีอะไรจะทำบ้าง หรือคนที่สิ้นหวังในชีวิตทางโลกบ้าง หรืออ้างว่าไม่มีเวลาที่จะมาปฏิบัติธรรมบ้าง หรือคิดว่ารอให้มั่งมีเสียก่อนแล้วจึงมา การคิดการมองเช่นนั้นจัดเป็นคนประมาท และได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ตายเสียแล้ว คือตายเสียจากความดีที่ควรจะได้ การปฏิบัติธรรม ไม่ใช่จะต้องเข้าไปอาศัยสถานที่ป่าเขาลำนำไพรที่สงัดสงบวิเวก หรือในวัดวาอารามอย่างเดียว ในการปฏิบัติธรรม ในชีวิตประจำวันของเราก็ปฏิบัติธรรมได้ เพราะการปฏิบัติธรรมไม่จำเป็นมุ่งเอาฌานเพื่อข่มกิเลส นั้นเป็นการปฏิบัติธรรมในรูปแบบ “เจโตสมาธิ” จึงต้องอาศัยสิ่งเหล่านั้นเป็นองค์ประกอบในการปฏิบัติธรรม รูปแบบเจโตสมาธินี้ ยังต้องอาศัยอุปนิสัยเดิม ในอดีตชาติที่เคยเป็นโยคีฤษีชีไพรจึงจะทำได้ดี คนทั่วไปจะทำได้ยากมากๆ และไม่เหมาะกับการเป็นอยู่ของคนที่ยังต้องอยู่ในโลก

การปฏิบัติธรรมที่แท้จริงคือมุ่งหมาย ในการระงับกิเลสกามคือความอยาก ละบาปอกุศลคือความเศร้าหมองไม่ให้เกิดขึ้นในจิตตะสันดานของเรา เพราะอกุศลคือรากเหง่าของความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นสาเหตุให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นจนเป็นทุกข์ และเพื่อให้จิตเป็นบุญคือความสบายใจ ให้จิตเป็นกุศลคือความขาวสะอาดมีความผ่องใส การปฏิบัติธรรมสามารถทำได้ในทุกโอกาส ทุกสถานที่ เพียงมีความเพียรในการท่องธัมมะภาวนาไว้ในใจของตนอยู่เสมอๆ ในชีวิตประจำวันว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” การท่องเอาไว้เสมอๆจะทำให้เกิดความรู้ตัวในจิตใต้สำนึก อันเป็นเหตุให้มีสติ ถอนความรู้สึกยินดียินร้ายในโลกออกเสียได้ ถอนความคิดว่าร้ายใครๆในโลกออกเสียได ถอนความคิดพยาบาทมุ่งปองร้ายใครๆในโลกออกเสียได้ จิตของเราก็จะมีความสงบสุขเป็นอธิจิต(จัดเป็นสมถะกรรมฐาน) มีสติในการพูดจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ เป็นอธิศีล มีตาปัญญาเกิดขึ้นรู้แจ้งเห็นแจ้งในสภาวธรรมต่างๆ เป็นอธิปัญญา(จัดเป็นวิปัสสนากรรมฐาน) ผู้ปฏิบัติธรรมจัดเป็นผู้ไม่ประมาท และเป็นผู้ไม่ตายเสียจากความดีที่ควรจะได้ นี่เป็นการปฏิบัติธรรมในรูปแบบปัญญาสมาธิ คือการมีธัมมะอบรมจิตของตนให้สงบ ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง



วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2556

นิกายเซ็น

นิกายเซ็น(Zen) 

     คือนิกายหนึ่งในพระพุทธศาสนา อยู่ในฝ่ายมหายาน แต่มีความคล้ายคลึงกับเถรวาทในสายพระป่า เซ็นไม่นิยมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรืออิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ เซ็นจะเน้นการฝึกปฏิบัติ ฝึกการใช้ปัญญา และสมาธิ เพื่อให้ เกิดพุทธิปัญญาจนเข้าใจหลักธรรมด้วยตนเอง จุดมุ่งหมายของเซ็น คือการตระหนักรู้ในพุทธภาวะ การบรรลุธรรมในแบบเซ็นจะเรียกว่า "ซาโตริ" หรือภาวะรู้แจ้ง ซึ่งเป็นภาวะที่ อวิชชา ตัณหา อุปทาน มลายหายไปสิ้น เมื่อบรรลุแล้วก็จะเข้าสู่ความหลุดพ้น ทุกสิ่งกลายเป็นสุญญตา หรือ "ความว่าง" ปราศจากความยึดมั่นถือมั่น แม้แต่พระนิพพาน จุดเด่นอีกประการหนึ่งของเซ็นคือการไม่ยึดติดในรูปแบบพิธีกรรม หรือแม้แต่พระไตรปิฎก เซนถือว่า การบรรลุมรรคผลนั้น ไม่ได้อยู่ที่ตัวบทอักษร หรือความรู้ด้วนปริยัติ เพราะตัวอักษรหรือภาษามีข้อจำกัด ไม่สามารถอธิบายความเป็นจริงทั้งหมดได้ และการหลุดพ้นในแบบเซ็น ก็ไม่ต้องมีขั้นตอน ไม่จำเป็นต้องเจริญไตรสิกขาตามลำดับมาเลย ใครก็ตามที่ตระหนักรู้แก่นแท้ข้องจิตใจตน ก็บรรลุเป็นอรหันต์ได้เลย

ด้วยความที่ เซ็น เป็นนิกายที่ส่งผ่านปรัชญาการดำเนินชีวิตที่นำไปใช้ได้จริงสู่ผู้ปฏิบัติอย่างถึงแก่นและเป็นธรรมชาติ ไม่ได้อิงกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือคัมภีร์ แต่เน้นให้ใช้ปัญญา เพื่อให้เห็นสัจจธรรมด้วยตนเอง เซ็นจึงเป็น ธรรมชาติ ที่อยู่รอบๆตัวเรา ผู้ศึกษาเซนจึงไม่จำกัดว่าจะเป็นคนศาสนาไหน ทำให้มีการศึกษาเซ็นอย่างกว้างขวาง ทั้งในหมู่ชาวพุทธ คริสต์ และ อิสลาม ปัจจุบันเซ็นได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายทั่วโลก ทั้งในจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ยุโรป อเมริกา

การปฏิบัติเซ็น

วิธีการปฏิบัติเซ็น แบ่งได้เป็น 3 ประการคือ

ซาเซ็น (Zazen) หมายถึงการนั่งสมาธิอย่างสงบและเพ่งสมาธิ
ซันเซ็น (Sanzen) หรือ วิธีการแห่งโกอัน โกอัน หมายถึง เอกสารข้อมูลที่รับรู้กันโดยทั่วไป (public document) มักจะเป็นเรื่องราวของอาจารย์เซ็นในอดีต หรือบทสนทนาระหว่างอาจารย์กับศิษย์ มักเป็นปริศนาธรรม ใช้เป็นเครื่องมือทำลายความคิดทางตรรกะ เพื่อที่จะช่วยนำผู้ปฏิบัติไปสู่ความเป็นจริงแห่งเซ็น
ม็อนโด (Mondo) คือการถามและการตอบอย่างอย่างทันทีทันใด โดยไม่ใช้ระบบความคิดหรือเหตุผลไตร่ตรองว่าเป็นคำตอบที่ดีหรือไม่ อาจารย์จะเป็นผู้ตั้งคำถามและพิจารณาคำตอบที่ลูกศิษย์ตอบในขณะนั้น

ประวัติของนิกายเซน

พระมหากัสสป
ความเป็นมาของนิกายได้ท้าวความไปถึงครั้งพุทธกาล คือ เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฎ ทรงชูดอกไม้ขึ้นดอกหนึ่งท่ามกลางธรรมสภา โดยมิได้ตรัสอะไรเลย ที่ประชุมไม่มีผู้ใดเข้าใจความหมาย เว้นแต่พระมหากัสสปนั่งยิ้มน้อยๆ อยู่ พระศาสดาจึงตรัสว่า กัสสป ตถาคตมีธรรมจักษุได้ และนิพพานจิต ตถาคตมอบหมายให้แก่เธอ ณ บัดนี้ และได้มอบบาตรและจีวรให้พระมหากัสสป เซ็นจึงเคารพพระกัสสปว่า ผู้ให้กำเนิดนิกาย

พระอานนท์
พระอานนท์ เป็นสังฆปรินายกองค์ที่ 2 ของนิกายเซน สำหรับพระอานนท์นี้ มีตำนานเล่าว่า เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว พระอานนท์ผู้มีความจำเป็นเลิศ และเป็นผู้ได้ฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามากกว่าผู้ใด ยังเป็นพระโสดาบัน ไม่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ แต่มีภาระกิจจะต้องเข้าร่วมสังคายนาพระไตรปิฏก จึงได้เร่งบำเบ็ญเพียรปฏิบัติธรรมอย่างหนักเพื่อให้บรรลุเป็นพระอรหันต์ แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ จนกระทั่งอ่อนล้า และล้มตัวลงนอน จึงได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนนั้นเอง หลังจากที่ การสังคายนาพระไตรปิฎกเสร็จสิ้นลงแล้ว พระมหากัสสปจึงได้มอบบาตรและจีวรของพระพุทธเจ้าให้แก่พระอานนท์

พระโพธิธรรม (ตั๊กม้อ)
ต่อมาเซ็นได้มีการสืบต่อไปอีก 28 องค์ โดยแต่ละช่วงที่รับสืบทอด ก็จะได้รับบาตรและจีวรของพระพุทธเจ้าเป็นสัญลักษณ์ของสังฆปรินายก สืบต่อกันมาจนถึงพระโพธิธรรม (ตั๊กม้อ) "พระโพธิธรรม" เดิมเป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๓ ของพระเจ้าแผ่นดิน แคว้นคันธารราช ประเทศอินเดีย หลังจากที่ได้บรรลุธรรมแล้ว ก็เดินทางจากอินเดียเข้าสู่ประเทศจีน และได้สถาปนาเซ็นขึ้น ในประเทศจีน ช่วงเวลานั้น แม้ในประเทศจีนจะมีพระพุทธศาสนาสถาปนาขึ้นแล้ว แต่พุทธบริษัททั้งหลายปฏิบัติธรรมกันแต่เพียงผิวเผิน การสวดมนต์ภาวนา ศึกษาธรรม ก็มิได้ทำอย่างจริงจังกระทั่งเล่าเรียนพระไตรปิฎก ก็หวังเพียงประดับความรู้ หรือไม่ก็ใช้เป็นข้อถกเถียงเพื่ออวดภูมิปัญญา

ครั้งหนึ่ง พระเจ้าเหลียงบู้ตี๊ พระองค์ทรงเลื่อมใสศรัทธาพุทธศาสนามาก ทรงถือศีลกินเจอยู่เป็นประจำ เมื่อข่าวการมาถึงของพระอาจารย์ตั๊กม๊อถูกรายงานไปยังราชสำนัก พระเจ้าเหลียงบู๊ตี้ทรงปิติยินดี ยิ่งจึงได้มีพระกระแสรับสั่งให้อาราธนาเข้าเฝ้าทันที ในปีนั้นเองพระอาจารย์ตั๊กม๊อได้รับนิมนต์จากพระเจ้าเหลียงบู๊ตี้ ไปยังนานกิงนครหลวงเพื่อถกปัญหาธรรม
พระเจ้าเหลียงบู๊ตี้ ได้ตรัสถามพระอาจารย์ตั๊กม๊อว่า
"ตั้งแต่ข้าพเจ้าครองราชย์มา ได้สร้างวัดวาอาราม โบสถ์วิหาร และพระคัมภีร์มากมาย อีกทั้งอนุญาตให้ผู้คนได้บวช โปรยทาน ถวายภัตตาหารเจแด่พระภิกษุสงฆ์ ตลอดจนทะนุบำรุงพระศาสนามากมาย ไม่ทราบว่าจะได้รับบุญมากน้อยเพียงใด? "
พระอาจารย์ตั๊กม๊อ ตอบว่า
"ไม่ได้เลย"
พระเจ้าเหลี่ยงบู๊ตี้ ทรงตรัสถามอีกว่า
"อริยสัจ คืออะไร? "
พระอาจารย์ตั๊กม๊อ ตอบว่า "ไม่มี"
พระเจ้าเหลียงบู๊ตี้ ทรงตรัสถามอีกว่า
"เบื้องหน้าข้าพเจ้านี้ คือใคร?"
พระอาจารย์ตั๊กม๊อ ตอบว่า "ไม่รู้จัก"
พระเจ้าเหลียงบู๊ตี้ ทรงได้ยินคำตอบเช่นนั้น ไม่ค่อยพอพระทัย
พระอาจารย์ตั๊กม๊อ เห็นว่า พระเจ้าเหลียงบู๊ตี้ทรงสั่งสมภูมิปัญญายังไม่แก่กล้าพอที่จะบรรลุได้ จึงทูลลาจากไป

เว่ยหลาง
ท่านเว่ยหลาง หรือในภาษีจีนกลาง "ฮุ่ยหนิง" เป็นสังฆปรินายกองค์ที่ 6 พื้นเพเป็นชาวมณฑลกว่างตง บิดาเป็นชาวเมือง ฟั่นหยาง ถูกถอดออกจากราชการและได้รับโทษเนรเทศไปอยู่เมืองซินโจวและถึงแก่กรรมขณะที่ท่านฮุ่ยเหนิงยังเล็กๆอยู่ สองแม่ลูกพากันโยกย้ายไปอยู่กว่างโจว
ท่านฮุ่ยเหนิงประกอบอาชีพตัดฟืนไปขายเพื่อเลี้ยงดูมารดา

วันหนึ่งขณะที่นำฟืนไปส่งให้แก่เจ้าจำนำรายหนึ่งในตลาดพลันก็ได้ยินเสียงสวดมนต์ของชายคนหนึ่งอยู่ที่หน้าร้าน ซึ่งท่านฮุ่ยเหนิงเอาฟืนไปส่งนั่นเอง
ชายคนนั้นสาธยายมนต์มาถึงถ้อยคำที่ว่า
"พึงทำจิตมิให้มีความยึดถือผูกพันในทุกสภาวะ"
เมื่อได้ยินถ้อยคำเช่นนี้จิตใจของท่านฮุ่ยเหนิงก็สว่างโพลงในพุทธธรรม จึงถามชายคนนั้นว่า
"ท่านกำลังสวดอะไร"
"เรากำลังสวดวัชรสูตร"
"ท่านไปเรียนมาจากที่ไหน"
"เราเรียนมาจากท่านอาาจารย์หงเหย่น แห่งวัดตงฉัน ตำบลหวงเหมย เมืองฉีโจว ท่านมีศิษย์อยู่เป็นพันๆ คน โดยสั่งสอนให้ศิษย์ทั้งหลายบริกรรมพระสูตรนี้ เพื่อจักได้ค้นพบธรรมญาณแห่งตนและเข้าถึงความป็นพุทธะ"
ขณะที่ท่านฮุ่ยเหนิงกำลังซักไซร้ เรื่องราวด้วยความสนใจและแสดงความประสงค์ที่จะเดินทางไปเฝ้าพระอาจารย์หงเหย่น เพื่อเรียนพรระสูตรนี้ท่านมีความตั้งใจแน่วแน่มากจนชายใจบุญผู้อารีอยากสนับสนุนจึงให้เงินท่านฮุ่ยเหนิง 10 ตำลึงเพื่อนำไปให้มารดาไว้ใช้สอย ขณะที่ท่านฮุ่ยเหนิงไม่อยู่ และหลังจากที่ได้จัดแจงให้มีผู้ดูแลมารดาแล้วท่านก็มุ่งหน้าเดินทางไปยังวัดตงฉัน ตำบลหวงเหมยทันที ใช้เวลาเกือบสามสิบวันจึงถึงจุดหมาย
เมื่อเข้าไปนมัสการพระอาจารย์หงเหยิ่น ท่านก็ถามว่า
"เจ้ามาจากไหนหรือ และต้องการอะไร"
"กระผมเป็นคนเมืองซินโจว มณฑลกว่างตง กระผมต้องการมากราบท่านอาจารย์และต้องการหาหนทางความเป็นธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะเท่านั้น นอกจากนี้แล้วกระผมไม่ต้องการอะไรเลย"
"เธอเป็นชาวกว่างตงหรือ เป็นคนป่าคนดงยังจะหวังเป็นพุทธะได้ยังไงกัน"
"ทิศเหนือทิศใต้เป็นเพียงแบ่งทิศทาง แต่หาได้แบ่งแยกความเป็นพุทธะไม่กระผมแตกต่างไปจากท่านอาจารย์ก็ตรงที่ร่างกายเท่านั้นแต่ธรรมชาติแห่งความเป็นพุทธะไม่แตกต่างกันเลย"

ท่านสังฆปริณายกรู้ทันทีว่าเด็กหนุ่มบ้านอกคนนี้ ได้รู้สัจธรรมระดับหนึ่งแล้วแต่เพื่อมิให้เป็นภัยแก่เขา จึงแสร้งดุให้เขาเงียบเสียง แล้วให้ไปช่วยทำงานในครัว

วันหนึ่งท่านอาจารย์เรียกประชุมศิษย์ทั้งหมด ให้แต่ละคนเขียน "โศลก" บรรยายธรรมคนละบทเพื่อทดสอบภูมิธรรม "ชินเชา (ชินชิ่ว)" หัวหน้าศิษย์ เป็นผู้ที่ใคร ๆ ยกย่องว่าเป็นผู้เข้าใจธรรมะอย่างลึกซึ้งกว่าคนอื่น และมีหวังจะได้รับมอบบาตรและจีวรจากท่านอาจารย์แน่ ๆ ได้แต่งโศลกบทหนึ่ง เขียนไว้ที่ผนังว่า

"กาย คือต้นโพธิ์
ใจ คือกระจกเงาใส
จงหมั่นเช็ดถูเป็นนิตย์
อย่าปล่อยให้ฝุ่นละอองจับ"

ท่านอาจารย์อ่านโศลกของชินเชาแล้ว ชมเชยต่อหน้าศิษย์ทั้งหลายว่าเป็นผู้เข้าใจธรรมอย่างลึกซึ่ง (แต่ตอนกลางคืนเรียกเธอเข้าไปพบตามลำพังบอกว่าชินเชา "ยังไม่ถึง" ให้พยายามต่อไป) เว่ยหล่างได้ฟังโศลกของหัวหน้าศิษย์แล้ว มีความรู้สึกเป็นส่วนตัวว่า ผู้แต่งโศลกยังเข้าใจไม่ลึกซึ้ง จึงแต่งโศลกแก้ เสร็จแล้ววานให้เพื่อนช่วยเขียนให้ เพราะเว่ยหล่างอ่านหนังสือไม่ออกเขียนไม่ได้ โศลกบทนั้นมีความว่า

"เดิมที ไม่มีต้นโพธิ์
ไม่มีกระจกเงาใส
เมื่อทุกอย่างว่างเปล่าตั้งแต่ต้น
ฝุ่นละอองจะลงจับอะไร"

ท่านอาจารย์รู้ทันทีว่า ผู้เขียนโศลกเป็นผู้เข้าถึงสัจธรรมสูงสุดแล้ว จึงถามใครเป็นคนแต่ง พอทราบว่าเว่ยหล่างเด็กบ้านนอกแต่ง จึงสั่งให้ลบทิ้ง พร้อมดุด่าต่อหน้าศิษย์อื่นๆ ว่า หนังสือยังอ่านไม่ออกสะเออะจะมาเขียนโศลก แต่พอคล้อยหลังศิษย์อื่น ท่านอาจารย์เรียกเว่ยหล่างเข้าพบมอบบาตรและจีวรให้ (มอบตำแหน่ง) แล้วสั่งให้รีบหนีไปกลางดึก

รินไซเซน
รินไซเซนเป็นเซนหนึ่งในห้าสายหลักของเซนสายใต้ ปรมาจารย์ของเซนสายนี้คือท่าน หลินจิ อี้เสวียน ท่านเป็นศิษย์ของปรมาจารย์ ฮวงโป ซนสายนี้รุ่งเรืองทั้งในและนอกประเทศจีน ในญี่ปุ่น ท่านเมียวอัน เออิไซ เป็นผู้นำเข้าไปเผยแผ่ ในญี่ปุ่น ในราวปีค.ศ. 1191 ท่านติช นัท ฮันห์ ปรมาจารย์เซนยุคปัจจุบัน ชาวเวียดนาม ก็เป็นหนึ่งในผู้สืบทอดเซนสายนี้ เซนสายนี้มีลักษณะเด่นคือ มีการใช้การตวาด การฟาดตี หรือคำพูดที่รุนแรง ในการกระตุ้นให้ผู้ศึกษาบรรลุธรรมอย่างฉับพลัน จนมีคำกล่าวในญี่ปุ่นว่า เซนสายรินไซ เป็นเซนสำหรับ โชกุน ส่วนเซนสายโซโต ซึ่งนุ่มนวลกว่า เป็นเซนสำหรับชาวบ้าน

การบรรลุธรรมของท่านรินไซ
ท่านรินไซได้ไปเป็นศิษย์ของท่านฮวงโปอยู่ 3 ปี ได้ศึกษาพระธรรมวินัยและข้อปฏิบัติอย่างเคร่งครัด วันหนึ่งเพื่อนของท่านให้ไปถามท่านอาจารย์ฮวงโปว่า

"แก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออะไร ?"

คำตอบที่ท่านได้รับก็คือ ถูกท่านฮวงโปตีด้วยไม้เท้า 3 ทีโดยไม่อธิบายอะไรเลย ท่านรินไซน้อยใจจึงคิดจะลาไปยังสำนักอื่น ท่านฮวงโปจึงแนะนำให้ไปหาพระอาจารย์ต้ายู้ ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำเคาอัน ท่านต้ายู้พอทราบเรื่องราวทั้งหมด จึงบอกกับท่านรินไซว่า

"ที่ท่านฮวงโปตีเจ้านั้น ก็เพื่อปลดเปลื้องเจ้าให้ออกจากความทุกข์ต่างหากเล่า"

ท่านรินไซพิจารณาแล้วก็รู้แจ้งว่า

"พุทธธรรมนั้น น้อยนิดยิ่งนัก ไม่มีอะไรมากไปกว่าการทำใจไม่ให้เป็นทุกข์เท่านั้น"

ไม่มีความทุกข์เหลืออยู่อีกเลยเพราะหยุดคิดปรุงแต่งด้วยกิเลสเสียแล้ว ท่านได้กลับไปหาท่านฮวงโปอีกครั้ง และเล่าให้ฟังถึงการสนทนาธรรมและสิ่งที่ท่านได้รับจากท่านต้ายู้ ท่านอาจารย์ฮวงโป จึงคิดจะทดลองดูว่า ศิษย์รู้แจ้งในธรรมจริงแท้แค่ไหน จึงกล่าวว่า

"เจ้าต้ายู้นี่มันเพ้อเจ้อเหลือเกิน มาคราวหน้าถ้าพบกันอีกต้องตีเสียให้เข็ด"

"จะรอถึงคราวหน้าทำไม ทำไมไม่ตีเสียเลยคราวนี้"

ท่านรินไซกล่าวตอบ ว่าแล้วท่านก็ตบหน้าท่านฮวงโปฉาดใหญ่ ความปล่อยวางเกิดขึ้นในขณะเดียวกันทั้งศิษย์และอาจารย์ ท่านฮวงโปเพียงแต่พูดว่า

"เจ้าบ้าคนนี้ มันกำลังลูบหนวดเสือ"

บทสรุป
จะเห็นได้ว่านิกายเซ็นเป็นนิกายที่เร็วและแรง เน้นการบรรลุธรรมแบบฉับพลัน มีโกอานท้าทายดึงดูดผู้มีปัญญา มาไขปริศนาธรรม เพื่อฝึกฝนวิธีคิดแบบอริยะ ทำลายความคิดทางตรรกะ เพื่อให้เห็นสัจธรรม เซ็นจึงพุ่งตรงไปที่แก่นของพุทธศาสนา เป็นนิกายที่เน้นให้ผู้ปฏิบัติเข้าถึงประสบการณ์ของสภาวะธรรม และ สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ที่สุด มิใช่แต่เพียงท่องจำ แล้วนำไปใช้แบบฝืนธรรมชาติ การศึกษาเซ็น จำเป็นต้องละทิ้งความยึดมั่นถือมั่นไปเสียก่อน แม้แต่การยึดมั่นถือมั่นใน พระไตรปิฎก หรือ แม้แต่พระพุทธเจ้า ดังภาพวาดอันโด่งดังของท่านเว่ยหลาง ที่กำลังฉีกคัมภีร์ อยู่ ส่วนคำสอนของลูกศิษย์ของท่าน ไปไกลยิ่งกว่านั้นเสียอีก ท่านว่าไงน่ะหรือ "พบพระพุทธเจ้าบนนถนน ... จงฆ่าเสีย" มีใครไขปริศนาธรรมข้อนี้ได้ไหมครับ


บทสรุป

จะเห็นได้ว่านิกายเซ็นเป็นนิกายที่เร็วและแรง เน้นการบรรลุธรรมแบบฉับพลัน มีโกอานท้าทายดึงดูดผู้มีปัญญา มาไขปริศนาธรรม เพื่อฝึกฝนวิธีคิดแบบอริยะ ทำลายความคิดทางตรรกะ เพื่อให้เห็นสัจธรรม เซ็นจึงพุ่งตรงไปที่แก่นของพุทธศาสนา เป็นนิกายที่เน้นให้ผู้ปฏิบัติเข้าถึงประสบการณ์ของสภาวะธรรม และ สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นธรรมชาติ ที่สุด มิใช่แต่เพียงท่องจำ แล้วนำไปใช้แบบฝืนธรรมชาติ การศึกษาเซ็น จำเป็นต้องละทิ้งความยึดมั่นถือมั่นไปเสียก่อน แม้แต่การยึดมั่นถือมั่นใน พระไตรปิฎก หรือ แม้แต่พระพุทธเจ้า ดังภาพวาดอันโด่งดังของท่านเว่ยหลาง ที่กำลังฉีกคัมภีร์ อยู่ ส่วนคำสอนของลูกศิษย์ของท่าน ไปไกลยิ่งกว่านั้นเสียอีก ท่านว่าไงน่ะหรือ "พบพระพุทธเจ้าบนนถนน ... จงฆ่าเสีย" มีใครไขปริศนาธรรมข้อนี้ได้ไหมครับ ?



*****************************


Cr. http://sudoku.in.th/

วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2556

สัปปุริสธรรม 7


สัปปุริสธรรม 7

แปลว่า การคบสัตบุรุษ สัตบุรุษ เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า คนดี คนสงบ ตรงกับภาษาบาลีว่า สัปปุริสะ ผู้ที่เป็นสัตบุรุษหรือสัปปุริสะ ได้แก่ 

1.
รู้เหตุ
2.
รู้ผล
3.
รู้ตน
4.
รู้ประมาณ
5.
รู้กาล
6.
รู้ชุมชน
7.
รู้บุคคล 


การเข้าไปคบหา ได้แก่ การเข้าไปสนทนาไต่ถาม มอบตัวเป็นศิษย์ รับโอวาทของสัตบุรุษ

เมื่ออยู่ในท้องถิ่นที่มีสัตบุรุษ คือ คนดีตามจักรข้อ ๑ แล้ว ก็เข้าไปคบหาสมาคมกับสัตบุรุษนั้น เป็นจักรข้อที่ ๒ สัตบุรุษย่อมแนะนำสิ่งที่ควร
แนะนำ ให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ ให้รู้จักเว้นชั่วประพฤติดี ละสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์กระทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์อย่าง
เดียว 

1.
 
ธัมมัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักเหตุ หมายความว่า ความรู้จักหัวข้อธรรม หัวข้อวินัย อันเป็นเหตุแห่งความสุข และแห่งความทุกข์
เช่น อโลภะ ความไม่โลภ อโทสะ ความไม่โกรธ อโมหะ ความไม่หลง เป็นเหตุแห่งความสุข โลภะ ความโลภ โทสะ ความโกรธ โมหะ
ความหลง เป็นเหตุแห่งความทุกข์ เป็นต้น.

2.
อัตถัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักผล หมายความว่า ความรู้จักเนื้อความของธรรมของวินัยแต่ละข้อ คือความสุขและความทุกข์ อัน
เป็น ผลแห่งหัวข้อธรรมวินัยที่เป็นเหตุนั้น ๆ เช่น ความสุขเป็นผลแห่งอโลภะ อโทสะ อโมหะ ความทุกข์ เป็นผลแห่งโลภะ โทสะ โมหะ เป็น
ต้น

3.
อัตตัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักตน หมายความว่า ความรู้จักฐานะภาวะที่ตนมีอยู่เป็นอยู่ แล้วประพฤติให้เหมาะสม เช่นเกิดมาใน
ชาติ ตระกูลใด มียศศักดิ์อย่างไร มีสมบัติเท่าไร มีบริวารเป็นอย่างไร มีความรู้ทางโลกเท่าไร ความรู้ทางธรรมเท่าไร และมีคุณธรรม คือ
สัทธา สีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณเท่าไร เมื่อรู้จักแล้วต้องวางตนให้เหมาะสม คือเจียมเนื้อเจียมตัว ตั้งอยู่ในสุจริตประพฤติดีด้วย
ไตรทวารสม่ำเสมอ ไม่เย่อหยิ่งอวดดี อวดมั่งอวดมีอวดรู้ โบราณท่านสอนว่าให้หมั่นตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาหน้า ก็มุ่งให้รู้จักระวังตน
ประพฤติตนให้เหมาะสมแก่ฐานะภาวะดังกล่าวนี้เอง

4.
มัตตัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักประมาณ รู้จักพอดี หมายความว่า จะทำอะไร จะพูดอะไร จะคิดอะไร ก็ให้รู้จักประมาณ พอดี พองาม,
ไม่ มาก ไม้น้อย, ไม่ขาด ไม่เกิน, ไม่ตึง ไม่หย่อน, ไม่อ่อนปวกเปียก ไม่แข็งกร้าว ไม่เกิดโทษแก่ใคร ๆ มีแต่เกิดประโยชน์แก่บุคคลทั่ว
ไป ในกาลทุกเมื่อ ดังธรรมสุภาษิต ที่ว่า มัตตัญญุตา สทา สาธุ

ความรู้จักประมาณสำเร็จประโยชน์ในการทุกเมื่อ ดังนี้. ฉะนั้น ท่านจึงจำกัดความรู้จักประมาณไว้ 3 ประการ คือ
1.
รู้จักประมาณ ในการแสวงหาเครื่องเลี้ยงชีวิตแต่โดยทางที่ชอบธรรม มีกสิกรรม เป็นต้น ตามควรแก่ฐานะภาวะของตน
2.
 รู้จักประมาณในการรับ คือรับแต่สิ่งที่ดีไม่มีโทษตามกฎหมาย เช่น ไม่ใช่ของโจร ไม่ใช่ของหนีภาษี เป็นต้น ถ้าเป็นพระ เณร ก็ไม่รับของ
ผิด พระพุทธบัญญัติ เช่น เงินทอง เป็นต้น รับแต่ปัจจัยที่สมควรแก่สมณะบริโภค
3.
 รู้จักประมาณในการบริโภค คือพิจารณาเสียก่อน เว้นสิ่งที่มีโทษ บริโภคกินใช้สอยแต่สิ่งที่มีประโยชน์ แม้สิ่งที่มี ประโยชน์นั้นก็บริโภค
แต่ พอควรแก่ความต้องการของร่างกาย ให้พอดีกับฐานะและภาวะ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่เบียดกรอ.

5.
 กาลัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักกาลเวลา หมายความว่า ความรู้จักกำหนดจดจำว่า กาลเวลาไหนควรปฏิบัติกรณียะอันใด แล้วปฏิบัติ
ให้ ตรงต่อเวลานั้น ไม่ช้าเกินควร ไม่ด่วนเกินกาล และรู้จักกรณียะบางอย่างบางคราว บางแห่ง ต้องทำให้เสร็จต่อเวลาก็ต้องรีบ จะชักช้าอยู่
ไม่ได้ ถ้าช้าอยู่ก็จัดว่าไม่รู้จักกาลเวลา และอาจเสียประโยชน์ได้ หรือบางอย่างต้องทำหลังเวลาจึงจะดี ถ้ารีบทำเสียก่อนเวลาก็ไม่ดี จัดว่า
ไม่รู้จักกาลเหมือนกัน อนึ่ง กาลเวลาที่ควรทำกิจนี้ แต่เอากิจอื่นมาทำ หรือเวลาที่ควรทำกิจอื่น แต่เอากิจนี้มาทำ อย่างนี้ก็ชื่อว่า ไม่รู้จัก
กาล เหมือนไก่บางตัวที่ขันไม่รู้จักเวลา ย่อมเสียหายและน่าติเตียนมาก คนดีย่อมไม่ทำอย่างนี้ เขารู้กาลสมัย ทำราชการได้ดี มีพระพุทธ
สุภาษิต สอนว่า กาลัญญู สมยัญญู จ ส ราชวสติง วเส ผู้รู้กาลสมัย พึงอยู่ในวงราชการได้ เพราะทางราชการถือเวลาเป็นกวดขัน ผิดเวลา
ไม่ได้

6.
 ปริสัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักชุมชน คือความรู้จักชนชั้นต่าง ๆ เช่น ชั้นผู้ใหญ่โดยชาติ โดยวัย โดยคุณ พวกหนึ่ง ชั้นผู้น้อย
โดยชาติ โดยวัย โดยคุณ พวกหนึ่ง กิริยาวาจาที่จะใช่ต่อชนชั้นผู้ใหญ่อย่างหนึ่ง ที่ใช้ต่อชนชั้นผู้น้อยอย่างหนึ่ง ฉะนั้น ความรู้จักชุมชนนั้น ๆ
ด้วย แล้ว เมื่อเข้าไปหาเขา เราต้องปฏิบัติ คือใช้กิริยาวาจาให้เหมาะสมแก่ชนนั้น ๆ

7.
 ปุคคลปโรปรัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักบุคคลผู้ยิ่งและผู้หย่อน หมายความว่า ความรู้จักเลือกว่า นี้เป็นผู้ยิ่งคือดี นี้ผู้หย่อนคือไม่ดี
วิธีเลือก คือ แยกบุคคลออกเป็น ๒ พวก พวกใดใคร่เห็นผู้ประเสริฐ ใคร่ฟังธรรมตั้งใจฟังจำได้ พิจารณาเนื้อความธรรมที่จำได้ รู้ทั่วถึงผล
ถึงเหตุแล้วปฏิบัติธรรมตาม สมควร เพื่อประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น พวกนี้นับว่าดี น่าสรรเสริญควรคบ ส่วนพวกที่ตรงกันข้าม เป็นคนไม่ดี น่า
ตำหนิ ไม่ควรคบ เมื่อคัดเลือกออกเป็น ๒ พวกแล้ว ก็คบเฉพาะกับคนดี ไม่คบคนไม่ดี จึงจะเป็นคนดี สมด้วยพระบาลีว่า ยัง เว เสวติ ตาทิ
โส คบคนใดก็เป็นคนเช่นนั้น ดังนี้.


ตอนที่ 2

สัปปุริสธรรมอีก 7 อย่าง

1.
 สัตบุรุษ ประกอบด้วยธรรม 7 ประการ คือ มีศรัทธา มีความละอายต่อบาป มีความกลัวต่อบาป เป็นคนได้ยินได้ฟังมากเป็นคนมีความ
เพียร เป็นคนมีสติมั่นคง เป็นคนมีปัญญา.
2.
 จะปรึกษาสิ่งใด ๆ กับใคร ๆ ก็ไม่ปรึกษา[/b] เพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
3.
 จะคิดสิ่งใด ก็ไม่คิด เพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
4.
 จะพูดสิ่งใด ก็ไม่พูด เพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
5.
 จะทำสิ่งใด ก็ไม่ทำ เพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
6.
 มีความเห็นชอบ เห็นว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น.
7.
 ให้ทานโดยเคารพ คือ เอื้อเฟื้อแก่ของที่ตัวให้ และผู้รับทานนั้นไม่ทำอาการดุจทิ้งเสีย.

อธิบายข้อธรรม
1.
มีศรัทธา (อธิบายแล้วข้างต้น)
2. 3. 4. 5.
หมายความว่า ธรรมดาสัตบุรุษเมื่อปรึกษา คือสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่นก็ตาม จะคิดตามลำพังตนก็ตาม จะพูดให้
ใครฟังก็ตาม จะทำการใดก็ตาม มุ่งความสงบสุขแก่ทุกฝ่าย ไม่ให้ใคร ๆ เดือดร้อนเพราะพฤติกรรมของตน ทำตนให้มีกาย วาจา ใจ สงบ
บริสุทธิ์ ครบไตรทวารด้วยสุจริต ๓ อย่าง.
6.
มีความเห็นชอบ
7.
ให้ทานโดยเคารพ มี 2 อย่าง คือ 

1)
เคารพใน ทาน คือของที่ให้

2)
เคารพในผู้รับทาน คือผู้รับของที่ให้
หมายความว่า เมื่อมีของที่ควรให้ มีศรัทธาจะให้ มีผู้รับพร้อม ก็ให้ด้วยความเอื้อเฟื้อ
ไม่แสดงกิริยาทางกาย ทางวาจาหยาบคาย เป็นเชิงดูหมิ่น ในของที่ให้หรือในคนผู้รับของนั้น
แสดงกิริยาสุภาพเรียบร้อยในการให้.

สัปปุริสธรรม ตัดบทเป็น สัง แปลว่า ดี หรือ สันตะ แปลว่าผู้สงบ บุริสะ แปลว่า คน
รวมเข้าเป็น สัปปุริสะ หรือ สัตบุรุษ (อ่านว่า สัดบุหรุด) แปลว่า คนดี หรือคนสงบ.
สัปปุริสะ + ธรรม = สัปปุริสธรรม แปลว่า ธรรมของคนดี ธรรมของคนสงบ หมายถึง สมบัติผู้ดี
หรือ ธรรมสมบัติ หรือ คุณสมบัติของผู้ดี. กล่าวคือธรรมที่ทำคนให้เป็นคนดี. ใครก็ตามเมื่อมีธรรมของ
สัตบุรุษ ก็ย่อมเป็นคนดี, ถ้าไม่มีก็เป็นคนดีไม่ได้
สัปปุริสธรรม มี 2 หมวด ๆ ละ 7 จึงเรียกว่า สัปปุริสธรรม 7

หลวงพ่อเงินวัดบางคลานพิจิตร

ด้านหน้า ด้านหลัง พระผงรูปเหมือนข้างพัดหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิจิตร เนื้อเก่ายุคต้นๆ ราคาเบาๆ ครับ  ๙๙๙.๙๙๙ บาท โทร 08722...