แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงปู่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หลวงปู่ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

หลวงปู่มั่นตอบปัญหาธรรม



ชาวโคราชถามปัญหาหลวงปู่มั่น
อาตมาไม่หิว อาตมาไม่หลง จึงไม่หาอะไรให้ยุ่งไป


ชาวโคราช
เท่าที่ท่านอาจารย์มาโคราชคราวนี้ เป็นการมาเพื่ออนุเคราะห์ประชาชนตามคำนิมนต์เพียงอย่างเดียว หรือยังมีหวังเพื่อมรรคผลนิพพานอยู่ด้วยในการมารับนิมนต์คราวนี้

หลวงปู่มั่น
อาตมาไม่หิว อาตมาไม่หลง จึงไม่หาอะไรให้ยุ่งไป อันเป็นการก่อทุกข์ใส่ตัว คนหิวอยู่เป็นปกติสุข ไม่ได้จึงวิ่งหาโน่นหานี่ เจออะไรก็คว้าติดมือมาโดยไม่คำนึงว่าผิดหรือถูก ครั้นแล้วสิ่งที่คว้ามาก็มาเผา ตัวเองให้ร้อนยิ่งกว่าไฟ อาตมาไม่หลงจึงไม่แสวงหาอะไร คนที่หลงจึงต้องแสวงหา ถ้าไม่หลงก็ไม่ต้องหา จะไปหาให้ลำบากทำไม อะไรๆ ก็มีอยู่กับตัวเองอย่างสมบูรณ์อยู่แล้วจะตื่นเงาและตะครุบเงาไปทำไม

เพราะรู้แล้วว่าเงาไม่ใช่ตัวจริง ตัวจริงคือสัจจะทั้ง ๔ ก็มีอยู่ภายในกายในใจอย่างสมบูรณ์แล้ว และรู้อย่างหมดสิ้นแล้ว จะหาอะไรกันอีกถ้าไม่หลง ชีวิตลมหายใจยังมีและผู้มุ่งประโยชน์กับเรายังมี ก็สงเคราะห์กันไปอย่างนั้นเอง คนหาคนดีมีศีลธรรมในใจนั้นหายากยิ่งกว่าเพชรนิลจินดาเป็นไหนๆ ได้คนดีเพียงคนเดียวย่อมมีคุณค่ามากกว่าเงินเป็นล้านๆ เพราะเงินเป็นล้านๆ ไม่สามารถทำความร่มเย็นให้แก่โลกได้อย่างถึงใจ เหมือนได้ คนดีมาทำประโยชน์คนดีแม้เพียงคนเดียวยังสามารถทำความเย็นใจให้แก่โลกได้มากมายและยั่งยืน เช่น พระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลายเป็น ตัวอย่าง

คนดีแต่ละคนมีคุณค่ามากกว่าเงินเป็นก่ายกองและเห็นคุณค่าแห่งความดีของตนที่จะทำต่อไปมากกว่าเงิน แม้จะจนก็ยอมจน ขอแต่ให้ตัวดีและโลกมีความสุข

แต่คนโง่ชอบเงินมากกว่าคนดีและความดี ขอแต่ได้เงินแม้ตัวจะเป็นอย่างไรไม่สนใจคิดถึงจะชั่วช้าลามกหรือแสนโสมมเพียงไรก็ตาม ขนาดนายยมบาลเกลียดกลัวไม่อยากนับเข้าบัญชีผู้ต้องหา กลัวจะไปทำลายสัตว์นรกด้วยกันให้เดือดร้อนชิปหายก็ไม่ว่า ขอแต่ได้เงินก็เป็นที่พอใจ ส่วนจะผิดถูกประการใด ถ้าบาปมีค่อยคิดบัญชีกันเองโดยเขาไม่ยุ่งเกี่ยวคนดดีกับคนชั่วและสมบัติเงินทองกับธรรม คือคุณงามความดีผิดกันอย่างนี้แล ใครมีหูมีตาก็รีบคิดเสียแต่บัดนี้ อย่าทำให้สายเกินไป จะหมดทางเลือกเฟ้น การให้ผลก็ต่างกันสุดแต่กรรมของตนจะอำนวย จะทักท้วงหรือคัดค้านไม่ได้ กรรมอำนวยให้อย่างใดต้องยอมรับเอาอย่าง นั้น

ฉะนั้นสัตว์โลกจึงต่างกัน ทั้งภพกำเนิด รูปร่าง ลักษณะ จริต นิสัย สุข ทุกข์ อันเป็นสมบัติประจำตัวของแต่ละราย แบ่งเบาแบ่งหนักกันไม่ได้ ใครมีอย่างไรก็หอบหิ้วไปเอง ดีชั่ว สุขทุกข์ก็ยอมรับ ไม่มีอำนาจปฏิเสธได้ เพราะไม่ใช่แง่กฎหมาย แต่เป็นกฎของกรรม

ชาวโคราช
ขอประทานโทษพวกกระผมเคยได้ยินกิตติศัพท์กิติคุณท่านอาจารย์โด่งดังมานานแล้ว ไม่ว่าครูอาจารย์หรือพระเณรองค์ใดตลอด ฆราวาส ใครพูดถึงอาจารย์ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อาจารย์มิใช่พระธรรมดาดังนี้ จึงกระหายอยากฟังเมตตาธรรมท่าน แล้วจะได้เรียนถามไปตามความอยากความหิว แต่ไม่มีความฉลาดรอบคอบในการถามซึ่งอาจจะทำความกระเทือนแก่ท่านอยู่บ้าง กระผมก็สนใจปฏิบัติมานานพอควร จิตใจนับว่าได้รับความร่มเย็นประจักษ์เรื่อยมา ไม่เสียชาติที่เกิดมาพบพระศาสนาและยังได้ กราบไหว้ครูอาจารย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์วเศษด้วยการปฏิบัติธรรม แม้ปัญหาธรรมที่เรียนถามวันนี้ก็ได้รับความแจ้งชัดเกินคาดหมาย วันนี้เป็นหายสงสัยเด็ดขาดตามภูมิของคนมีกิเลสที่ยังอยู่ก็ตัวเองเท่านั้นจะสามารถปฏิบัติให้ได้มากน้อยเพียงใด

หลวงปู่มั่น โยมมาถามอย่างนั้นอาตมาก็ต้องตอบไปอย่างนั้น เพราะอาตามาไม่หิวไม่หลงจะให้อาตมาไปหาอะไรอีก อาตมาเคย หิวเคยหลง มาพอแล้ว ครั้งปฏิบัติที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรโน้น อาตมาแทบตายอยู่ในป่าในเขาคนเดียวไม่มีใครไปเห็นจนพอลืมหูลืมตาได้บ้าง จึงมีคนนั้นไปหาคนนี้ไปหา แล้วร่ำลือกันว่าวิเศษอย่างนั้นอย่างนี้ ขณะอาตมาสลบสามหนรอดตายครั้งนั้นไม่เห็นใครทราบและร่ำลือบ้าง จนเลยขั้นสลบและขั้นตายมาแล้ว จึงมาเล่าลือกันหาประโยชน์อะไร อยากได้ของดีที่มีอยู่กับตัวเราทุกคน ก็พากันปฏิบัติเอาทำเอา เมื่อเวลาตายแล้วจึงพากันวุ่นวาย หานิมนต์พระมาให้บุญ กุสลามาติกา นั่นไม่ใช่เกาถูกที่คันนะจะว่าไม่บอก ต้องรีบเกาให้ถูกที่คันเสียบัดนี้ โรคคันจะได้หายคือเร่งทำความดีเสียแต่บัดนี้จะได้หายว่วงหายหวงกับอะไรอะไรที่เป็นสมบัติของโลกมิใช่สมบัติอันแท้จริงของเรา แต่พากันจับจองเอาแต่ชื่อของมันเปล่าๆ ตัวจริงไม่มีใครเหลียวแล

สมบัติในโลกเราแสวงหามาเป็นความสุขก็พอหาได้ จะแสวงหามาเป็นไฟก็ทำให้ฉิบหายได้จริงๆข้อนี้ขึ้นอยู่กับความฉลาดและความโง่เขลา ของผู้แสวงหาแต่ละรายท่านผู้พ้นทุกข์ไปด้วยความอุตส่าห์สร้างความดีใส่ตน จนกลายสรณะของพวกเราจะเข้าใจว่าท่านไม่เคยมีสมบัติเงินทอง เครื่องหวงแหนอย่างนั้นหรือ เข้าใจว่าเป็นคนร่ำรวยสวยงามเฉพาะสมัยพวกเราเท่านั้นหรือ จึงพากันรักพากันหวงพากันห่วงจนไม่รู้จักเป็นรู้จักตาย บ้านเมืองเราสมัยนี้ไม่มีป่าช้าสำหรับเผาหรือฝังคนตายอย่างนั้นหรือจึงสำคัญว่าตนจะไม่ตาย และพากันประมาทจนลืมเนื้อลืมตัว กลัวแต่จะไม่ได้กิน ไม่ได้นอนกลัวแต่จะไม่ได้เพลิดไม่ได้เพลิน ประหนึ่งโลกจะดับสูญไปเดี๋ยวนี้ จึงรีบพากันตักตวงเอาความไม่เป็นท่าใส่ตนแทบหาบไม่ไหว อันสิ่งเหล่านี้ แม้แต่สัตว์เขามีได้เหมือนมนุษย์เรา อย่าสำคัญว่าตนเก่งกาจสามารถฉลาดรู้ยิ่งกว่าเขาเลย ถึงกับสร้างความืดมิดปิดตามทับถมตัวเองจนไม่มีวันสร่างซา เมื่อถึงเวลาจนตรกอาจจนยิ่งกว่าสัตว์ ใครจะไปทราบได้ถ้าไม่เตรียมทราบไว้ตั้งแต่บัดนี้ อาตมาต้องขออภัยด้วยถ้าพูดหยาบคายไป แต่คำพูดที่สั่งสอนให้คนละชั่วทำดียิ่งจัดเป็นคำหยาบคายอยู่แล้ว โลกเราก็จะถึงคราวหมดสิ่นศาสนาเพราะไม่มีผู้ ยอมรับความจริง การทำบาปหยาบคายมีมาประจำแทบทุกคนทำให้ผลเป็นทุกข์ ตนยังไม่อาจรู้ได้ และตำหนิมันแต่กลับตำหนิคำสั่งสอนที่หยาบคายนับว่าเป็นโรคที่หมดหวัง

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

การสร้างหลักประกันให้กับชีวิต

การสร้างหลักประกันให้กับชีวิต ในทางที่ดีคือสุคติ


ชีวิตนี้เกิดมาจะไร้ค่า ถ้าไม่รู้จักแสวงหาหลักประกันให้กับชีวิต เพราะชีวิตต้องท่องเที่ยวไปตามยถากรรมตามอำนาจของบุญและบาป (คือกุศลจิตหรืออกุศลจิตเป็นเหตุ) ถ้าเราได้สร้างคุณงามความดีไว้มากๆ ก็จะได้ไปเกิดในสวรรค์ ถ้าเราสร้างแต่ความชั่วก็ต้องไปเกิดในแดนนรกหรือสัตว์เดรัจฉานเป็นแน่ ถ้าสร้างทั้งสองอย่างเสมอกันก็ไม่แน่ว่าจะได้ไปเกิดเป็นอะไร ก็แล้วแต่ขณะจิตเดียวจะเกิดด้วยกุศลจิต หรืออกุศลจิต ขณะจิตเดียวที่ว่าก็คือคนเราเวลาจะตาย จะเกิดจิตที่จะตายขึ้นมาดวงหนึ่งเรียกว่า ”จุติจิต” จุติจิตนี้จะอาศัยกุศลจิต หรืออกุศลจิตเป็นเหตุให้เกิด ”จุติจิต” แล้วก็ดับไปกลายเป็นปฏิสนธิจิต คือไปเกิดตามอำนาจของกุศลคือบุญ หรืออกุศลคือบาป ถ้าปกติเราไม่เคยได้ท่องธัมมะภาวนาเพื่อเจริญสติ ให้จิตเป็นกุศลเตรีอมพร้อมไว้ โอกาสที่กุศลจิตจะเกิดในขณะจะตายก็คงเกิดได้ยาก เพราะจิตเรามักหลงไปกับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ต่างๆอยู่ตลอดเวลาทำให้จิตส่งออก เพราะรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส คือวัตถุแห่งกามที่ชวนให้รัก, ชักให้ใคร่, พาใจให้ไหลหลง, ตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน เป็นเหตุให้เกิดแต่กิเลสคือความอยาก ที่เป็นอกุศลจิตอยู่เสมอๆ

เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรเป็นคนประมาท ควรมาสร้างหลักประกันให้กับชีวิตของเรา จะดีกว่าด้วยการท่องธัมมะภาวนาไว้ในใจให้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่เป็นการชำระจิตให้ขาวรอบ เพื่อให้เกิดสติทำให้จิตเราเป็นกุศลจิต รู้จักปล่อยวางไม่ยินดียินร้าย ความยินดียินร้ายเป็นกิเลสคือความอยาก เป็นอกุศลจิต มีสติรู้ปล่อยวางได้ก็เป็นกุศลจิต จิตเป็นกุศล สุคติโลกสวรรค์ก็เป็นอันหวังได้.

คำท่องธัมมะภาวนาว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” เป็นบทภาวนาเพื่อให้เกิดสติรู้สกัดกั้นบาปอกุศลไม่ให้เกิดขึ้น ท่องกันไว้นะเพื่อสร้างหลักประกันให้กับชีวิต ให้จิตมีสติเกิดแต่กุศลเตรียมไว้ เพราะชีวิตนี้มีแต่ความไม่เที่ยง อะไรๆมันไม่แน่อยู่เสมอ พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่า “ความเพียรเป็นกิจที่เราจะต้องทำในวันนี้ ใครเล่าจะรู้ว่า ความตายอาจจะมีมาในวันพรุ่งนี้” ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

เราควรรู้จักการชำระจิตของตน

เราควรรู้จักการชำระจิตของตน ให้สะอาดไว้เสมอๆเพื่อความสงบสุข


ธรรมชาติของจิต ชอบจดจำสิ่งต่างๆที่เราได้เห็น เราได้ยิน เราได้กลิ่น เราได้รับรส เราได้สัมผัสทางกาย และใจที่นึกคิดเรื่องราวต่างๆ พร้อมด้วยอารมณ์ คือความรู้สึกยินดียินร้ายบ้าง,ความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจบ้าง,ที่เป็นบาปอกุศลจิต เป็นกิเลสกาม เกิดอัตตาอคติและตัณหา ของแต่ละวันที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ถูกเก็บเอาไว้ในใจ หรือในจิตใต้สำนึก(คือสัญญาขันธ์ แปลว่าความจำได้หมายรู้)ที่เรียกว่าอนุสัยกิเลส จึงเป็นเหตุให้จิตใจของเรามีแต่ความฟุ้งซ่านเศร้าหมอง มีความสงสัย ความหวาดกลัว ความโกรธเกลียด ความโลภหลง ความระแวงภัย และเป็นทุกข์ใจ จะละสาเหตุเหล่านี้ได้ก็ต้องอาศัยการท่องธัมมะภาวนาไว้ เพื่อชำระจิตใจให้สะอาดหมดจดจากเครื่องเศร้าหมองคือกิเลสกามตัณหา ไม่ให้จิตจดจำเก็บเอาไว้ในใจเป็นอนุสัยกิเลสหรือในจิตใต้สำนึก.

ดังโอวาทปาติโมกข์ได้กล่าวไว้ การไม่ทำบาปทั้งปวง,การทำกุศลให้ถึงพร้อม,การชำระจิตของตนให้ขาวรอบหมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง,

คำท่องธัมมะภาวนามีอยู่ว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” ควรท่องธัมมะภาวนาบทนี้ไว้ในใจอยู่เสมอๆ ในชีวิตประจำวันของเรา เพราะเป็นหลักแห่งการชำระจิตนี้ให้สะอาดหมดจดจากเครื่องเศร้าหมองคือบาปอกุศลจิต และกิเลสกามตัณหา การท่องภาวนาไว้ตลอดเวลาจัดเป็นมรรคคือการดำริชอบ เมื่อสติเกิดรู้ละความรู้สึกยินดียินร้ายได้เป็นผล ก็คือการรู้ละบาปอกุศล ละกิเลสกามตัณหา และอัตตาอคติไปด้วยกัน จิตนี้ก็จะสะอาดหมดจดเป็นกุศลจิตกุศลธรรม และหมั่นสังเกตจิตตัวเองไว้ด้วยเวลาจะพูดอะไร จะทำอะไร จะคิดอะไร อย่าทำ พูด คิด ด้วยอารมณ์คือความรู้สึกยินดียินร้าย ถ้าทำได้อย่างนี้ในไม่ช้าท่านก็จะพบแต่ความสงบสุขมีจิตที่นิ่งเป็นกรรมฐาน เพราะจิตสะอาดหมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง คือกิเลสกามตัณหา จากบาปอกุศลจิต เป็นจิตธรรมเป็นกุศลจิต สันติสุขในใจก็เกิดขึ้น และทำให้เกิดปัญญารู้แจ้งในสภาวธรรมต่างๆ ที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ด้วยเป็นวิปัสสนา เพราะมีอธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

ธรรมะทำให้คนไม่ดีเป็นคนดีได้

ธรรมะทำให้คนไม่ดีเป็นคนดีได้ ส่วนคนที่ดีอยู่แล้วก็จะดียิ่งขึ้น


ทุกวันนี้สังคมของคนดีมีน้อยลง ก็เพราะคนเราทนต่อสิ่งเย้ายวนใจไม่ค่อยได้ จึงทำให้คนที่ดีกลายเป็นคนที่ไม่ดีไปได้ ส่วนคนที่ไม่ดีก็จะกลายเป็นคนที่ร้ายยิ่งขึ้นไป สิ่งเย้ายวนใจคืออะไร ก็คือวัตถุกามได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ชวนให้รัก,ชักให้ใคร,พาใจให้ไหลหลง,ถ้าเราหลงไปยินดียินร้ายเข้า ก็ทำให้เกิดกิเลสกามคือความอยาก เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง คนดีจึงกลายเป็นคนไม่ดี คนไม่ดีก็จะกลายเป็นคนร้ายยิ่งๆขึ้น เราจะเห็นได้ตามข่าวสารต่างๆ ที่คนดีทำสิ่งที่ไม่ดีคือพูดไม่ดีพูดให้ร้ายกัน เป็นวจีทุจริต การทำร้ายกันเป็นกายทุจริต และการพยาบาทปองร้ายกันเป็นมโนทุจริต สรุปคือเป็นการกระทำหรือการประพฤติตนในทุจริตธรรม ๓ อย่าง คือ ทุจริตทางกายเรียกกายทุจริต ทุจริตทางวาจาเรียกวจีทุจริต ทุจริตทางใจเรียกมโนทุจริต
ทุจริตทางกาย มี ๓ อย่าง คือการฆ่าสัตว์ ๑. การลักทรัพย์ ๑. การประพฤติผิดในกาม ๑, การทุจริตทางวาจา มี ๔ อย่าง คือการพูดโกหกหลอกลวง ๑. การพูดส่อเสียดคนอื่น ๑. การพูดเพ้อเจ้อไร้สาระให้ร้ายคนอื่น ๑. การพูดจาด่าคำหยาบคาย ๑, ส่วนทุจริตทางใจ มี ๓ อย่าง คือการคิดพยาบาทป้องร้ายเขา ๑. การคิดโลภอยากได้ของเขา ๑. การคิดเห็นผิดจากครองธรรม ๑, ทุจริตทั้ง ๓ อย่างนี้คนดีไม่ควรกระทำหรือประพฤติอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นบาปอกุศล ทำไปแล้วสังคมก็จะติเตียนเป็นคนดีแต่เปลือกภายในเน่าเหม็น

ถ้าอยากประพฤติตนปฏิบัติตนเป็นคนดีของสังคม ก็จะต้องประพฤติปฏิบัติตนอยู่แต่ในสุจริตธรรม ๓ อย่าง ซึ่งเป็นสิ่งตรงข้ามกับการประพฤติตนในทุจริตธรรม ๓ อย่างนั้นเสีย ถ้าอยากให้มีสติอยู่ตลอดเวลา ในการกระทำไม่ผิดคือสุจริตธรรม ทางกาย ทางวาจา และทางใจ ก็ต้องเจริญสติอยู่เนืองๆเพื่อรักษาใจให้มีสติ ด้วยการท่องธัมมะภาวนาไว้ในใจให้ตลอดเวลาว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” จัดเป็นการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เกิดสติรู้ปล่อยวางในบาปอกุศลจิตเสีย จิตของเราก็จะเป็นกุศลธรรม จิตมีธรรม ก็จะมีเมตตาธรรม การทำ การพูด การคิด ก็จะไม่ทำผิดทางธรรม คนไม่ดีก็จะเป็นคนดีได้ ถ้าได้ประพฤติตนปฏิบัติตนในสุจริตธรรมเช่นนี้ ส่วนคนดีก็จะดียิ่งขึ้นไป ทำให้มีความสงบสุขในชีวิตยิ่งขึ้น จัดเป็นความสุขในชาตินี้ และเป็นเหตุให้ได้รับความสุขในชาติหน้าอีกด้วย สังคมก็อยู่เย็นเป็นสุขกันถ้วนหน้า ไม่เกิดความวุ่นวาย ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

เหตุที่ตระกูลอันมั่งคั่ง

เหตุที่ตระกูลอันมั่งคั่งจะตั้งอยู่นานไม่ได้เพราะสถาน ๔


๑.ไม่แสวงหาพัสดุที่หายแล้ว,
๒. ไม่บูรณะพัสดุที่คร่ำคร่า,
๓. ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคสมบัติ,
๔. ตั้งสตรีหรือบุรุษทุศีลให้เป็นแม่เรือนพ่อเรือน,
ผู้หวังจะดำรงสกุล ควรเว้นสถาน ๔ ประการนี้เสีย.

อธิบายตระกูลหรือครอบครัวที่มีทรัพย์สมบัติมากๆ จะตั้งอยู่ ดำรงความมั่งคั่งไม่ได้นาน คือ จะล่มจมลงในไม่ช้า ก็เพราะความประพฤติของคนในตระกูลนั้นๆ โดยสถาน ๔ ตามที่ยกเป็นหัวข้อไว้ โดยมีคำอธิบายเสริมความ ดังนี้

สถานที่ ๑ หมายถึงเมื่อสิ่งของพัสดุเครื่องใช้ต่างๆ หายไป หมดไป ก็ไม่รู้จักหามาไว้คืน,

สถานที่ ๒ หมายถึงไม่รู้จักบูรณะซ่อมแซมของเก่าหรือของที่ชำรุด ปล่อยให้เสียไปตามกาลเวลา,

สถานที่ ๓ หมายถึงไม่รู้จักประมาณในการกินในการใช้ทรัพย์สมบัติ กินใช้อย่างฟุ่มเฟือย,

สถานที่ ๔ หมายถึงไม่ตั้งคนดีมีศีลธรรมเป็นพ่อบ้านแม่เรือน แต่กลับไปตั้งคนไม่มีศีลธรรมหรือคนประพฤติชั่วมัวเมาในอบายมุขมาเป็นใหญ่ คือเป็นพ่อบ้านหรือเป็นแม่เรือนมีอำนาจเบ็ดเสร็จในครอบครัว ไม่ช้าไม่นานก็จะเป็นเหตุนำพาให้ตระกูลที่มั่งคั่งมาแต่เดิม ต้องล่มจมลงไปในที่สุด

ส่วนเหตุที่ตระกูลมั่งคั่งจะตั้งอยู่ได้นาน ซึ่งเรียกว่า “กุลจิรัฎฐิติธรรม” คือธรรมสำหรับดำรงความมั่งคั่งของตระกูลให้ยั่งยืน ก็พึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามนี้.

ฉะนั้น ผู้ที่จะเป็นแม่เรือนพ่อเรือนที่ดี จึงไม่ควรหลงอยู่ในอบายมุข ในกิเลสกามคือความอยาก ควรประพฤติตนปฏิบัติตนอยู่ในกุศลธรรมไว้ ด้วยการเจริญภาวนาให้มีสติ มีการท่องธัมมะภาวนาไว้ในใจให้เสมอๆ เพื่อให้มีสติรู้ละอกุศลจิต ละอกุศลธรรม ออกเสียจากใจที่เป็นสาเหตุให้เกิดกิเลสกามตัณหา ก็จะเป็นเหตุให้เราเป็นคนดี มีสุจริตธรรม ๓ ประการ คือกายสุจริต,วาจาสุจริต,และมโนสุจริต, เป็นเครื่องดำเนินชีวิต ก็จะเป็นแม่เรือนพ่อเรือนที่ดี มีคุณธรรมพร้อมที่จะรักษาสิ่งอันเป็นสมบัติของวงศ์ตระกูลให้ดำรงอยู่ได้ตลอดกาลนาน
คาถาไว้ท่องธัมมะภาวนาว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” เป็นการเจริญภาวนาให้มีสติ ให้จิตเป็นกุศลจิต กุศลธรรม การประพฤติปฏิบัติของตนก็จะตั้งอยู่ในสุจริตธรรม ๓ ประการ อันเป็นเครื่องหมายของคนดี ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

ศีล สมาธิ ปัญญา

ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นมรรค อันเอกอุกฤษฏ์


เดินทางนี้ตรงไปสู่ความดับทุกข์ได้แน่ อันพระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น ได้ดำเนินมาสำเร็จตามปรารถนามาแล้วทุกๆ พระองค์ มรรค ๘ เป็นทางดำเนินด้วยใจ ถึงแม้จะแสดงออกมาให้เป็นศีล ก็แสดงศีลในองค์มรรคนั่นเอง

มรรคแท้มีอันเดียว คือ สัมมาทิฏฐิ อีก ๗ ข้อเบื้องปลายเป็นบริวารบริขารของสัมมาทิฏฐิทั้งนั้น หากขาดสัมมาทิฏฐิตัวเดียวเสียแล้ว สัมมาสังกัปปะเป็นต้น ย่อมเป็นไปไม่ได้

เช่น ปัญญาพิจารณาเห็นความทุกข์ตามเป็นจริงว่า มนุษย์สัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาในโลกนี้ย่อมถูกทุกข์คุกคามอยู่ตลอดเวลา โลกนี้จึงเป็นที่น่าเบื่อหน่ายเห็นเป็นภัย แล้วก็ดำริตริตรองหาช่องทางที่จะหนีให้พ้นจากกองทุกข์ในโลกนี้

การดำริเช่นนั้นก็เป็นผลสืบเนื่องมาจาก สัมมาทิฏฐิ ปัญญาอันเห็นชอบนั่นเอง การดำริที่ชอบที่ถูกนั้นก็เป็นสัมมาวาจาอยู่แล้ว เพราะวาจาจะพูดออกมาก็ต้องมีการตริตรองก่อน การตริตรองเป็นศีลของอริยมรรค การพูดออกมาด้วยวาจาชอบเป็นศีลทั่วไป

การงานของใจ คือ ดำริชอบ วาจาชอบ อยู่ภายในใจ เป็นการงานของอริยมรรคผู้ไม่ประมาท ดำเนินชีวิตเป็นไปในอริยมรรคดังกล่าวมาแล้วนั้น ได้ชื่อว่าความเป็นอยู่ชอบของผู้นั้น ผู้พยายามดำเนินตามอริยมรรคดังกล่าวมาแล้ว โดยติดต่อกันตามลำดับไม่ขาดสายได้ชื่อว่ามีความเพียรชอบในมรรคทั้งแปด

๖ ข้อเบื้องต้นมีความเห็นชอบเป็นต้น มีความพยายามชอบเป็นที่สุด หากขาดสัมมาสติ ตั้งสติชอบเสียแล้ว จะเดินไปให้ถึงสัมมาสมาธิไม่ได้เลย เหมือนทางที่ไม่ติดต่อเชื่อมกัน จะนำยานพาหนะไปตลอดทางได้อย่างไร

องค์สุดท้ายคือสัมมาสมาธิ ยิ่งเป็นกำลังใหญ่สนับสนุนให้องค์มรรคนั้นๆ มีกำลังกล้าหาญที่จะไม่ท้อถอยในหน้าที่ของตนๆ พึงสังเกตดูเถิดว่า นักปฏิบัติโดยมาก หากสมาธิไม่มั่นคงแล้วมักไปไม่รอด ปัญญาสัมมาทิฏฐิเป็นผู้ส่องทางให้เห็นทางเดินก็จริง แต่เมื่อสติกับสมาธิอ่อนกำลังลงแล้ว ปัญญาอาจกลายเป็นสัญญาเป็นสังขารไปโดยไม่รู้ตัวก็ได้





ที่มา : สามทัพธรรม หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ให้ถูกต้อง

การทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ให้ถูกต้อง เพราะมีใจเป็นกุศลธรรม


ทุกวันนี้เราจะเห็นคนไม่ทำหน้าที่โดยความถูกต้องเป็นธรรม ชอบทำเกินหน้าที่ของความเป็นธรรมที่ถูกต้อง จึงทำให้ตัวเองเดือดร้อนใจ และทำให้ผู้อื่นพลอยเดือดร้อนตามไปด้วย สังคมโดยรวมก็เดือดร้อน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะความหลงในโลกธรรม ๘ ประการ คือ มีลาภ ก็มีเสื่อมลาภ, มียศ ก็มีเสื่อมยศ, มีสรรเสริญ ก็มีนินทา, มีเกิดสุข ก็มีเกิดทุกข์, คนที่ได้ดีมี ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็ยินดีพอใจ ส่วนคนที่ไม่ได้ดีกับได้ชั่ว คือไม่ได้ลาภ ไม่ได้ยศ ไม่ได้สรรเสริญแต่ถูกนินทา ไม่ได้สุขแต่กับได้ทุกข์ ก็ไม่พอใจมีความยินร้าย
โลกธรรมเป็นสิ่งที่ทุกๆคนจะต้องได้รับผลของมันอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะด้านบวก หรือด้านลบ ถ้าเราหลงไปยึดมั่นถือมั่น ก็จะเกิดเป็นทุกข์ได้ทั้งนั้น ถ้าเราหลงไปในด้านบวก หรือในด้านลบที่เกิดขึ้น เราก็จะทำหน้าที่ไม่ถูกต้องเป็นธรรมตามหน้าที่ เพราะความรู้สึกยินดียินร้าย,ความพอใจหรือไม่พอใจ, เป็นเหตุให้เกิดอัตตา และอคติคือความลำเอียง ต่อกันและกัน ผู้ได้ดีก็จะเยาะเย้ยผู้อื่นอย่างดูแคน ส่วนผู้ได้ชั่วก็จะโกรธแค้นผู้อื่น จึงทำให้เดือดร้อนในทั้งสองฝ่ายได้ และทำให้เกิดทุกข์ตามมาให้ผล เพราะอกุศล มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เข้าครอบงำจิตของผู้นั้น

ถ้าไม่อยากเดือดร้อนใจ ควรเจริญสติไว้เป็นดีที่สุด ด้วยการเจริญภาวนาในธัมมะภาวนาว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” ตลอดเวลาของชีวิตประวัน เพื่อสร้างความรู้ตัวให้กับจิตของตน ก็จะทำให้เกิดสติ รู้ปล่อยวางในอารมณ์ยินดียินร้าย,ในความพอใจหรือไม่พอใจ,ที่เป็นอกุศลจิต ที่ทำให้เกิดอัตตา และอคติ เมื่อเรามีสติรู้ปล่อยวาง เราก็จะเกิดกุศลจิต กุศลธรรม มีความสงบสุขมีจิตนิ่ง ไม่หลงไปในโลกธรรม มีเมตตาธรรม เราก็จะทำหน้าที่โดยหน้าที่ให้ถูกต้องเป็นธรรม ไม่มีอัตตา และอคติ ต่อใครๆ สันติสุขคือความสงบสุขก็จะเกิดขึ้น สังคมโดยรวมก็จะร่มเย็นเป็นสุขได้ ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

อย่าให้จิตพาลอยู่เหนือจิตใจ

อย่าให้จิตพาลอยู่เหนือจิตใจของเรา ด้วยการท่องธัมมะภาวนา






ทุกวันนี้มีกระแสของสื่อมากมาย ที่ปลุกปั่นให้คนเกลียดชังกัน ด้วยคำพูดที่เป็นมุสาวาทของคนพาล คือชอบพูดโกหก,ชอบพูดด่าคำหยาบคาย,ชอบพูดคำเพ้อเจ้อ,ชอบพูดคำส่อเสียด, ถ้าเราไม่รู้ระวังจิตก็จะหลงไปกับคำพูดของคนพาล โดยปกติคนเรามักมีจิตพาลอยู่ในใจของตนอยู่แล้ว ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะอัตตาอคติจิตในใจของคนเรา ที่เราได้สะสมเอาไว้ในจิตใต้สำนึกมีอยู่มากมาย มักมองคนอื่นอย่างมีอัตตาอคติ หรืออิจฉาอยู่แล้ว ชอบคิดว่าตัวเองดีกว่าเขา หรือกว่าใครๆในโลกนี้ ที่เป็นเหตุให้มองคนในแง่ร้าย จึงทำให้เกิดความทุกข์ตามมาให้ผลในชีวิต ที่โลกเดือดร้อนกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะจิตพาล จิตพาลนี้เกิดจากบาปอกุศล จึงควรตามดูตามแก้ไขไม่ให้บาปอกุศลเกิดกับจิตของตน จิตพาลจะได้ไม่เกิดขึ้นในใจของเรา เราจึงจะไม่เกิดทุกข์

การท่องธัมมะภาวนาไว้ เป็นการแก้ไขไม่ให้จิตเกิดเป็นบาปอกุศล จะช่วยให้เราเกิดสติ รู้สกัดกั้นบาปอกุศลไม่ให้เกิดขึ้น การท่องธัมมะภาวนาก็คือการระลึกถึงในหัวข้อธรรม ๓ หัวข้อที่ว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” หรือท่องเอาไว้เป็นธัมมะภาวนา เพื่อให้จิตเกิดความรู้ตัว(เป็นสัมปชัญญะ) เตรียมพร้อมไว้ในจิตใต้สำนึก เพื่อให้เกิดมีสติระลึกรู้สกัดกั้นไม่ให้บาปอกุศลเกิดขึ้นในจิต เป็นการรู้ปล่อยวางไปตามหัวข้อธรรมที่ได้ท่องภาวนาไว้ จิตพาลทั้งหลายก็จะไม่เกิดขึ้น อัตตาและอคติก็ไม่มีอีกต่อไป เพราะไม่มีการเกิดอารมณ์คือความรู้สึกยินดียินร้ายเป็นเหตุ จิตจึงไม่ส่งออกไปรับรู้กับคำพูดของคนพาล จิตจึงไม่เกิดอัตตามีมึง มีกูอยู่ในใจของตน และการเกิดได้เห็นรูป ได้ยินเสียง ได้ดมกลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัสมีเย็นหรือร้อนอ่อนหรือแข็ง ถ้าเราไม่มีความรู้สึกยินดียินร้ายก็จะไม่ไปกระตุ่นความจำในจิตใต้สำนึกขึ้นมานึก-คิดปรุงแต่งจิต จิตก็ไม่วุ่นวาย เพราะจิตมีความสงบและนิ่ง มีเมตตาธรรมเกิดขึ้นไม่มองคนในแง่ร้ายอีกต่อไป และสันติสุข คือความสงบสุขในใจก็จะเกิดเป็นผลในใจของเรา ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

จิตมีสติรู้นิ่งได้

จิตมีสติรู้นิ่งได้ เพราะมีพระพุทธเจ้าเทศน์สอนเราอยู่ในใจ


การท่องธัมมะภาวนาไว้ในใจว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...”ตลอดเวลาก็เสมือนมีพระพุทธเจ้ามาเทศน์สอนอบรมเราอยู่ในใจตลอดเวลา เพราะนี้คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่เราได้ “โอปะนะยิโก” คือการโน้มเข้ามาใสใจตน ที่คอยเทศน์สอนอบรมเราว่าอย่าๆไม่ๆ เมื่อเราเอามาท่องภาวนาอยู่ในใจ เราจึงเสมือนมีพระพุทธเจ้ามานั่งอยู่ในใจเรา คอยตักคอยเตือน คอยอบรมสั่งสอนเราอยู่ในใจ
จึงทำให้เราเกิดมีความรู้ตัว หรือตัวรู้อยู่ในใจ(คือสัมปชัญญะ) จึงทำให้เราเกิดสติ(คือการระลึกได้)ที่จะถอนความรู้สึกยินดียินร้าย,ความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจ,ความรู้สึกชอบใจหรือไม่ชอบใจ, ที่เป็นกิเลส เป็นบาปอกุศลไม่ให้เกิดขึ้นในใจของเรา เราจึงมีจิตรู้นิ่งขึ้น เมื่อมีจิตรู้นิ่ง ก็จะทำให้เราเกิดสติรู้ที่จะไม่ว่าร้ายใครในใจ ไม่คิดพยาบาทปองร้ายใครในใจ,ไม่คิดฆ่าสัตว์,ไม่คิดลักทรัพย์, ไม่คิดประพฤติผิดใจกาม,ไม่พูดเท็จโกหก,ไม่พูดจาส่อเสียด,ไม่พูดจาเพ้อเจ้อ,ไม่พูดจาด่าคำหยาบ,จัดเป็นศีลเกิดขึ้น นี้คือการเกิดของอธิศีล
เมื่อมีสติมากขึ้นๆจิตก็มีความสงบมากขึ้นในขณิกสมาธิ นี้คือการเกิดของอธิจิต เมื่อมีสติมากขึ้นอีกก็ทำให้เราเกิดปัญญารู้ความเป็นจริงในสภาวธรรมต่างๆ(คือสิ่งที่เป็นเองตามธรรมดาของเหตุปัจจัย) จัดเป็นการเจริญวิปัสสนา นี้คือผลของอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เพราะจิตมีสติรู้นิ่ง เพราะมีพระพุทธเจ้ามาคอยเทศน์สอนเรา อบรมเราอยู่ตลอดในใจของเรา จึงทำให้ใจของเราเกิดความสงบสุข มีจิตว่างอย่างยิ่ง “ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ” เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

อย่าให้จิตพาลอยู่เหนือจิตใจ

อย่าให้จิตพาลอยู่เหนือจิตใจของเรา ด้วยการท่องธัมมะภาวนา


ทุกวันนี้มีกระแสของสื่อมากมาย ที่ปลุกปั่นให้คนเกลียดชังกัน ด้วยคำพูดที่เป็นมุสาวาทของคนพาล คือชอบพูดโกหก,ชอบพูดด่าคำหยาบคาย,ชอบพูดคำเพ้อเจ้อ,ชอบพูดคำส่อเสียด, ถ้าเราไม่รู้ระวังจิตก็จะหลงไปกับคำพูดของคนพาล โดยปกติคนเรามักมีจิตพาลอยู่ในใจของตนอยู่แล้ว ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะอัตตาอคติจิตในใจของคนเรา ที่เราได้สะสมเอาไว้ในจิตใต้สำนึกมีอยู่มากมาย มักมองคนอื่นอย่างมีอัตตาอคติ หรืออิจฉาอยู่แล้ว ชอบคิดว่าตัวเองดีกว่าเขา หรือกว่าใครๆในโลกนี้ ที่เป็นเหตุให้มองคนในแง่ร้าย จึงทำให้เกิดความทุกข์ตามมาให้ผลในชีวิต ที่โลกเดือดร้อนกันอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะจิตพาล จิตพาลนี้เกิดจากบาปอกุศล จึงควรตามดูตามแก้ไขไม่ให้บาปอกุศลเกิดกับจิตของตน จิตพาลจะได้ไม่เกิดขึ้นในใจของเรา เราจึงจะไม่เกิดทุกข์

การท่องธัมมะภาวนาไว้ เป็นการแก้ไขไม่ให้จิตเกิดเป็นบาปอกุศล จะช่วยให้เราเกิดสติ รู้สกัดกั้นบาปอกุศลไม่ให้เกิดขึ้น การท่องธัมมะภาวนาก็คือการระลึกถึงในหัวข้อธรรม ๓ หัวข้อที่ว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” หรือท่องเอาไว้เป็นธัมมะภาวนา เพื่อให้จิตเกิดความรู้ตัว(เป็นสัมปชัญญะ) เตรียมพร้อมไว้ในจิตใต้สำนึก เพื่อให้เกิดมีสติระลึกรู้สกัดกั้นไม่ให้บาปอกุศลเกิดขึ้นในจิต เป็นการรู้ปล่อยวางไปตามหัวข้อธรรมที่ได้ท่องภาวนาไว้ จิตพาลทั้งหลายก็จะไม่เกิดขึ้น อัตตาและอคติก็ไม่มีอีกต่อไป เพราะไม่มีการเกิดอารมณ์คือความรู้สึกยินดียินร้ายเป็นเหตุ จิตจึงไม่ส่งออกไปรับรู้กับคำพูดของคนพาล จิตจึงไม่เกิดอัตตามีมึง มีกูอยู่ในใจของตน และการเกิดได้เห็นรูป ได้ยินเสียง ได้ดมกลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัสมีเย็นหรือร้อนอ่อนหรือแข็ง ถ้าเราไม่มีความรู้สึกยินดียินร้ายก็จะไม่ไปกระตุ่นความจำในจิตใต้สำนึกขึ้นมานึก-คิดปรุงแต่งจิต จิตก็ไม่วุ่นวาย เพราะจิตมีความสงบและนิ่ง มีเมตตาธรรมเกิดขึ้นไม่มองคนในแง่ร้ายอีกต่อไป และสันติสุข คือความสงบสุขในใจก็จะเกิดเป็นผลในใจของเรา ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

จิตมีสติรู้นิ่งได้

จิตมีสติรู้นิ่งได้ เพราะมีพระพุทธเจ้าเทศน์สอนเราอยู่ในใจ


การท่องธัมมะภาวนาไว้ในใจว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...”ตลอดเวลาก็เสมือนมีพระพุทธเจ้ามาเทศน์สอนอบรมเราอยู่ในใจตลอดเวลา เพราะนี้คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่เราได้ “โอปะนะยิโก” คือการโน้มเข้ามาใสใจตน ที่คอยเทศน์สอนอบรมเราว่าอย่าๆไม่ๆ เมื่อเราเอามาท่องภาวนาอยู่ในใจ เราจึงเสมือนมีพระพุทธเจ้ามานั่งอยู่ในใจเรา คอยตักคอยเตือน คอยอบรมสั่งสอนเราอยู่ในใจ
จึงทำให้เราเกิดมีความรู้ตัว หรือตัวรู้อยู่ในใจ(คือสัมปชัญญะ) จึงทำให้เราเกิดสติ(คือการระลึกได้)ที่จะถอนความรู้สึกยินดียินร้าย,ความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจ,ความรู้สึกชอบใจหรือไม่ชอบใจ, ที่เป็นกิเลส เป็นบาปอกุศลไม่ให้เกิดขึ้นในใจของเรา เราจึงมีจิตรู้นิ่งขึ้น เมื่อมีจิตรู้นิ่ง ก็จะทำให้เราเกิดสติรู้ที่จะไม่ว่าร้ายใครในใจ ไม่คิดพยาบาทปองร้ายใครในใจ,ไม่คิดฆ่าสัตว์,ไม่คิดลักทรัพย์, ไม่คิดประพฤติผิดใจกาม,ไม่พูดเท็จโกหก,ไม่พูดจาส่อเสียด,ไม่พูดจาเพ้อเจ้อ,ไม่พูดจาด่าคำหยาบ,จัดเป็นศีลเกิดขึ้น นี้คือการเกิดของอธิศีล
เมื่อมีสติมากขึ้นๆจิตก็มีความสงบมากขึ้นในขณิกสมาธิ นี้คือการเกิดของอธิจิต เมื่อมีสติมากขึ้นอีกก็ทำให้เราเกิดปัญญารู้ความเป็นจริงในสภาวธรรมต่างๆ(คือสิ่งที่เป็นเองตามธรรมดาของเหตุปัจจัย) จัดเป็นการเจริญวิปัสสนา นี้คือผลของอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เพราะจิตมีสติรู้นิ่ง เพราะมีพระพุทธเจ้ามาคอยเทศน์สอนเรา อบรมเราอยู่ตลอดในใจของเรา จึงทำให้ใจของเราเกิดความสงบสุข มีจิตว่างอย่างยิ่ง “ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ” เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

โลกในใจร้อนเพราะมี

โลกในใจร้อนเพราะมี ไฟโลภะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ในใจจะเย็นเพราะมีธัมมะภาวนา

         ทุกวันนี้โลกภายนอกของเราดูจะร้อนขึ้นทุกวันๆ เพราะอากาศมีการเปลี่ยนแปรงไปตามฤดูกาล แต่ที่ร้อนขึ้นทุกวันก็เพราะมีการทำลายธรรมชาติมากขึ้นๆ จึงทำให้โลกร้อนขึ้นๆไปตามกฎเกณฑ์ ถ้ามีการหยุดทำลายธรรมชาติโลกก็จะเย็นลงไป
เหมือนกับใจของคนเราทุกวันนี้มีแต่ความร้อนเพิ่มขึ้นๆ ก็เพราะใจของคนเรามีไฟอยู่ ๓ กอง คือไฟโลภะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ คุกลุ่นอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่คนก็ชอบที่จะเพิ่มความร้อนเข้าไปในใจของตนอยู่เสมอๆโดยไม่รู้ตัว อะไรเป็นเหตุให้ใจของคนร้อนมากขึ้น อกุศลจิต ที่เกิดจากการรับรู้สิ่งต่างๆรอบตัวได้แต่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย และใจที่ชอบนึกคิดไปตามกิเลสกาม ด้วยความรู้สึกยินดียินร้ายบ้าง, พอใจไม่พอใจบ้าง ,ชอบใจไม่ชอบใจบ้าง, นี้คือลักษณะของอกุศลจิต ที่เกิดขึ้นอยู่เสมอในชีวิตประจำวันของคนเรา ถ้าไม่รู้จักดับกิเลสกาม และอกุศลจิต ในใจของตน ก็จะทำให้เกิดความทุกข์ตามมาให้ผลอย่างแน่นอน

ถ้าไม่อยากให้เกิดทุกข์ในใจ ก็อย่าให้เกิดอกุศลจิต คือกิเลสกาม คือไฟโลภะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ การจะดับสิ่งเหล่านี้ได้ ก็จะต้องอาศัยการเจริญภาวนา ด้วยบทธัมมะภาวนาว่า “ อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” ท่องเอาไว้ในใจของตนอยู่เสมอๆ ในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะทำอะไรอยู่พยายามนึกท่องเอาไว้ เพื่อให้ใจของตนมีความรู้ตัวไว้ ก็จะทำให้เกิดสติ รู้สกัดกั้นอกุศลจิตไม่ให้เกิดขึ้น ใจของเราก็จะค่อยๆเย็นลงๆ สงบสุขมากขึ้นๆ เพราะกิเลสกาม หรือโลภะ โทสะ โมหะ เบาบางลงไป แม้โลกจะร้อนแต่ใจของเราก็ไม่ร้อนไปตามโลก เพราะใจของเรามีความเป็นกุศลจิต กุศลธรรม มีความเย็นสงบสุข ดังนี้.

โดยหลวงพ่อ อุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

การมองคนในแง่ร้าย

การมองคนในแง่ร้ายเป็นความทุกข์ เพราะจิตมีอัตตาและอคติ

         คนทุกวันนี้มีความทุกข์ใจ เกิดขึ้นในใจของเราโดยเราไม่รู้ตัว เหตุที่ทำให้เราเกิดความทุกข์ใจ ก็เพราะเรามีการมองคนในแง่ร้าย เหตุที่ทำให้เรามองคนในแง่ร้าย ก็คืออัตตาและอคติ เหตุที่ทำให้เราเกิดอัตตาและอคติ ก็คือการรับรู้ของเราที่มาจาก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ชวนให้รัก, ชักให้ใคร่, พาใจให้ไหลหลง, จึงเกิดความรู้สึกยินดียินร้าย,ความพอใจหรือความไม่พอใจ,ความชอบใจหรือความไม่ชอบใจ, เป็นอกุศลจิตที่ทำให้เราเกิดอัตตาและอคติ เป็นบาปอกุศล ที่มีโลภะ โทสะ โมหะ ครอบงำจิต จึงอยู่ร้อน นอนเป็นทุกข์ เพราะการมองคนในแง่ร้าย ด้วยความลำเอียง

อคติ มีอยู่ ๔ อย่าง คือ


๑.ลำเอียงเพราะรักใคร่กัน เรียกฉันทาคติ. ๒.ลำเอียงเพราะไม่ชอบกัน เรียกโทสาคติ.
๓.ลำเอียงเพราะเขลา เรียกโมหาคติ. ๔.ลำเอียงเพราะกลัว เรียกภยาคติ.
อคติ ๔ ประการนี้ ไม่ควรประพฤติ.
ทุกวันนี้มีสื่อรับรู้ต่างๆ ที่มีการปรุงแต่งให้คนหลงใหลไปกับสื่อ บางเรื่องก็รุ่นแรงจนสร้างความรู้สึกให้กับจิตของเรา ทำให้เราเกิดการคิดนึกปรุงแต่งด้วยความคิดร้าย จนมองคนในแง่ร้าย เป็นเหตุให้เกิดจิตพาล ที่จะคิดทำร้ายเบียดเบียนกันเกิดขึ้น จึงเป็นเหตุให้เราเกิดความไม่สบายใจ เป็นบาปอกุศล ส่วนที่สื่อนำเรื่องดีๆมาเสนอมีน้อย สื่อดีๆทำให้คนมีความสบายใจ สื่อร้ายๆทำให้คนเกิดความทุกใจ เราจึงไม่ควรรับรู้สื่ออย่างขาดสติ เพราะถ้าเราขาดสติ ก็จะเกิดอัตตาและอคติ จึงมองคนในแง่ร้ายเกิดจิตพาล ที่พร้อมจะกระทำชั่ว การพูดชั่ว การคิดชั่ว ที่เป็นทุจริตธรรม ๓ ประการ

การเจริญสติจึงมีความสำคัญต่อชีวิตของคนเรา ที่จะทำให้เราเกิดสติรู้สกัดกั้นไม่ให้เกิดบาปและอกุศลกับจิตของเรา จิตของเราก็จะไม่เกิดอัตตาและอคติ ที่เป็นเหตุให้มองคนในแง่ร้าย จนมีจิตพาล การเจริญสติจึงต้องมีธัมมะภาวนาท่องเอาไว้ในจิตของเราอยู่เสมอๆ ตลอดทั้งวันจนกว่าจะหลับ เพื่อสร้างความรู้ตัวให้กับจิต(คือสัมปชัญญะ) เป็นความเตรียมพร้อมไว้ในจิตต่อการเกิดสติ ไม่ให้เกิดบาปอกุศล จิตของเราก็จะมีความสงบสุข เพราะเป็นจิตที่มีกุศลเป็นบุญคือความสบายใจ ทำให้เราอยู่อย่างมีความสงบสุขกับชีวิตประจำวัน เพราะจิตของเราจะไม่ไปเก็บสิ่งที่มากระทบให้เกิดความรู้สึกยินดียินร้าย มีแค่การรับรู้แล้วก็ปล่อยวางไป มีความรับรู้กับสิ่งที่มากระทบเพียงสักแต่ว่ารู้ ๆ ไม่เกิดนึกคิดในจิต อุบายที่จะทำให้เรามีสติ คือคำท่องธัมมะภาวนาว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” ท่องกันไว้นะเพื่อให้เกิดสติ มีจิตเป็นกุศลธรรมมีความสงบสุข ธรรมะจะคุ้มครองรักษาจิตเราให้มองคนในแง่ดี เพราะมีเมตตาธรรม ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ความประมาทในทาน

ความประมาทในทาน ศีล สมาธิ สมถะ วิปัสสนา ปัญญา ตำรา


“... ชื่อของกิเลสอีกชื่อหนึ่ง คือ ความประมาท
ชื่อของอวิชชาอีกชื่อหนึ่ง คือ ความประมาท
ชื่อของธรรมและวิชชาจรณะสัมปันโน คือ ชื่อความไม่ประมาท
มรรคองค์แปดก็คือ ความไม่ประมาท
สติปัฏฐานสี่ก็ คือ ความไม่ประมาท
สติ คือ ความไม่ประมาท

ย่อลงมาก็คือ “ อัปปมาเทนะ สัมปาเทถะ” จงอย่าตั้งอยู่ในความประมาทเลย คือ จงอย่าตั้งอยู่ในกิเลสเลย จงอย่าตั้งอยู่ในความมัวเมา จงอย่าตั้งอยู่ในความหลง จงอย่าตั้งอยู่ในความมืด จงอย่าตั้งในอยู่ในอวิชชานั่นเอง เห็นไหม นี่เราประมาทในศีล เราประมาทในทาน เราประมาทในสมาธิ รวมถึงประมาทในปัญญา เราไม่สนใจหลักวิชาทางตำรา ก็ประมาทตำราอีก เราติดตำราเกินไปก็ประมาทในทางสมถะภาวนากับวิปัสสนาภาวนาอีก เราประมาทในกัมมัมฏฐานของคนอื่น แต่พอใจในกัมมัฏฐานของตนแล้วก็ว่ากัมมัฏฐานของคนอื่นผิด ยังไม่ลึกซึ้งพอในการปฏิบัติกัมมัฏฐาน สมถะแม้กระทั่งขยับนิ้วแล้วเกิดความเป็นสมาธิก็ไม่เห็นผิดอะไร สมถะคืออุบายที่ทำให้สงบใจเห็นมั้ย ...

คำว่าสมถะเป็นอุบายที่ทำให้สงบใจ มีด้วยกัน ๔๐ กอง ... เมื่อได้สมถะความสงบแล้วทำไมไม่เข้าวิปัสสนาตามทางที่ถูกต้อง ทำไมต้องไปต่ออะไรเป็นขั้นเป็นตอนมั่วไปหมดเลย ยกมือขยับมือ ยกมือขยับมือ ก็ถูกไม่ผิดไงไม่ได้เถียงสมถะนั่นแหละ สายจับดวงแก้วก็ถูกอีกไม่ผิด สายยุบหนอก็ถูก นะมะพะธะก็ถูก ถูกทุกสายนั่นแหละ ถ้าพูดถึงสมถะนะ ฉันยังไม่พูดถึงวิปัสสนา ถ้าพูดถึงวิปัสสนาคุณต้องเข้าให้ถูก เอากำลังตรงนั้นมาเจริญวิปัสสนา วิปัสสนาสายกลางจริงๆ มีสายหลวงปู่มั่นนี้รู้สึกจะกลางที่สุด มาตรฐานแสตนดาร์ดที่สุดเลย เพราะรักษาคงไว้ตามหลักของพระพุทธเจ้ามาตั้งแต่พระสาวกต่างๆ มาจนถึงลำเลียงมา ไปอ่านในหลักของพระสูตรแล้วตรงหมด ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและดัดแปลงทั้งสิ้น แต่ภาคสมถะท่านจะเน้นเรื่อง พุทโธ เท่านั้นเอง แต่ท่านก็ไม่สอนแค่พุทโธ บางองค์สำเร็จกสิณ หลวงปู่ฝั้นสำเร็จกสิณ บางองค์สำเร็จนั้น แต่ทุกองค์ที่สำเร็จนั้นทำไมกลับมารวมสอนพุทโธอย่างเดียว ไม่สอนอย่างอื่น เพราะพุทโธเป็นตัวขัดเกลาจิต เป็นตัวกล่อมจิต และเป็นตัวที่ทำให้เกิดกุศลในจิตได้ง่าย และในขณะที่ภาวนาพุทโธนั่นเองเป็นตัวดึงดูดบุญกุศลทั้งหลาย บุคคลใดนึกถึงบุคคลที่มีคุณ บุคคลใดนึกถึงบุคคลที่สูงศักดิ์ บุคคลใดนึกถึงบุคคลที่พ้นไปแล้ว บุคคลผู้นั้นจะเป็นผู้พ้นตาม เป็นผู้บรรลุตาม เป็นผู้ถึงธรรมตาม ...”

ตอนหนึ่งของพระธรรมเทศนา ณ บ้านธรรมยอดไกรศรีฯ
โดย หลวงพ่อครูบาเจ้าเพชร วชิรมโน

ลักษณะของสติ

ลักษณะของสติ คือ ระลึก เตือน ยกขึ้น


สติมีลักษณะเป็นอย่างไร สติมีลักษณะคอยให้ระลึก สติมีลักษณะเตือน สติมีลักษณะยกขึ้น คำว่าสติมีไว้ให้ระลึกหมายถึง ครั้งนานมาแล้วผ่านมาแล้วจนถึงวันนี้ ครั้นเราอยากจะรู้เรื่องที่ผ่านมาแล้วนั้น ตัวสติก็จะทำหน้าที่ ให้ระลึกได้ ตัวสติมีลักษณะเตือนเป็นอย่างไร เหมือนพระราชาออกจากห้องบรรทม มาท้องพระโรงใหญ่ก็จะมีเสนาใหญ่องค์หนึ่ง มีหน้าที่แจ้งรายงานว่า วันนี้พระองค์มีสมบัติเท่านั้น เงินเท่านั้น ทองเท่านั้น เพชรเท่านี้ ส่วนเท่านี้ บริเวณที่ปกครองเท่านั้น คือแจ้งสมบัติให้พระราชาทราบทุกประการ ต้องฟังทุกเช้า บุรุษผู้นั้นเปรียบเสมือนสติคอยเตือนพระราชานั่นเอง สติจึงมีลักษณะคอยเตือน สติมีลักษณะยกขึ้น เหมือนกับว่าของที่วางอยู่แล้วเราอยากนำไปได้ ณ อีกที่หนึ่ง เราก็ใช้มือ หรือใช้อุปกรณ์อะไรก็แล้วแต่เถิด แต่ในที่นี้เอาเป็นว่าใช้มือ หยิบภาชนะนั้นไปได้โดยง่าย และภาชนะนั้นไม่หล่นกลางทาง วางได้ในจุดที่ต้องการ ดั่งใจหมาย อย่างนี้แม้ฉันใด สติก็มีลักษณะยกขึ้นฉันนั้น

... เปรียบเหมือนกับว่าเรากำลังเจริญสมาธิอยู่ ก็ให้ตั้งใจเจริญสมาธิเป็นตัวสติที่มั่นคงขึ้น เราจะยกพุทโธขึ้น หรือดูลมอย่างเดียว หรือจะกำหนดกระโหลกศรีษะของเรา หรือผมบนศรีษะของเราก็ตาม ก็ขอให้นึกว่าสิ่งนั้นเป็นภาชนะ เป็นวัตถุอันหนึ่ง หรือเหมือนแก้วใบหนึ่ง ที่เราต้องการจะนำไปดังใจหมาย คือยกไป เคลื่อนไป ไม่ให้ตกหล่นเสียกลางทาง ก็ประคองรู้ไป อย่างเช่นว่า พุทโธ พุทโธ พุทโธ อย่างนี้ เราก็พุทโธๆๆ ในใจไป จะเดินไปไหน ทำงานอะไร อยู่ ณ สถานที่ใด อิริยาบถใดก็ยกถือไปด้วย เมื่อถึงเวลาว่าต้องการพูด ต้องการสนทนา หรือต้องการใช้ความคิด ก็เอาแก้วใบนั้น ถือวัตถุสิ่งนั้นที่เปรียบให้ฟังนั้น มาเปรียบเป็น พุทโธๆๆ นี้ที่ยกไป เอาวางไว้ก่อน เหมือนกับว่ามันหนักมันเหนื่อย ต้องหยุดเสียก่อนพักนึง แล้วก็คุยสนทนาไป หรือใช้สมองคิดเรื่องนั้นไป เมื่อคิดเสร็จแล้ว หรือพูดสนทนาเสร็จแล้ว ก็รีบยกแก้วยกภาชนะนั้นเดินต่อ เหมือนกับว่าระลึกเอาพุทโธนั้นขึ้นมากำหนดต่ออีก แม้เป็นพียงเวลาอันสั้นก็ตาม หนึ่งวิสองวินาทีก็ตาม ก็ต้องยก เพราะว่าทำให้เราถึงจุดหมายปลายทางได้เร็ว ถ้าเราระลึกช้ามันก็ไปได้ช้า ถ้าเราระลึกได้เร็วมันก็ไปได้เร็ว เหมือนกับว่าคนถือภาชนะไป เมื่อเหน็ดเหนื่อยหรือจะสนทนาพาทีกับใคร ก็วางของเสียก่อน พูดคุยเสร็จแล้วเห็นว่าไม่เเป็นธุระแล้วก็ลาจากสถานที่นั้น รีบยกภาชนะหรือแก้วนั้นไปดั่งใจหมาย ณ ที่จุดหมายที่ต้องการ อย่างนี้ เรามีการฝึกสติอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ในอิริยาบถปกติธรรมดาของเรานี่แหละ... ยกพุทโธๆๆ ขึ้นมาแล้ว กำหนดดูพยายามประคับประคองไม่ให้พุทโธหาย เหมือนกับบุคคลที่ประคองแก้วน้ำไม่ให้ตกแตกนั่นเอง... "

ตอนหนึ่งของพระธรรมเทศนา โดย พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงพ่อครูบาเจ้าเพชร วชิรมโน

ภาพ: หลวงพ่อนำศิษย์ออกธุดงค์ตามป่าเขา ตามถ้ำ

การฝึกจิตให้ตั้งมั่นในกุศลธรรม

การฝึกจิตให้ตั้งมั่นในกุศลธรรม จะไม่หลงในโลกธรรมให้เกิดทุกข์


โลกธรรม คือธรรมที่ครอบงำสัตว์โลกอยู่ และสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามธรรมนั้น โลกธรรมนั้นมีอยู่ ๘ อย่าง ที่เป็นความปรารถนายินดีคือ ความมีลาภ ๑, ความมียศ ๑, ความมีสรรเสริญ ๑, ความมีสุข ๑, ส่วนที่เป็นความไม่ปรารถนายินร้ายคือ ความไม่มีลาภ ๑, ความไม่มียศ ๑, การโดนนินทา ๑, ความมีทุกข์ ๑,
ในโลกธรรม ๘ ประการนี้ อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ควรพิจารณาว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรรู้ตามที่เป็นจริง อย่าให้มันครอบงำจิตได้ คืออย่ายินดีในส่วนที่ปรารถนา อย่ายินร้ายในส่วนที่ไม่ปรารถนา เพราะมันคือบาปอกุศล เป็นกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง ควรละเสีย

โลกธรรม เป็นสิ่งที่ทุกๆคนจะต้องได้รับผลของมันอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะด้านบวก หรือด้านลบ ถ้าเราหลงไปยึดมั่นถือมั่น ก็จะเกิดเป็นทุกข์ได้ทั้งนั้น จึงควรฝึกจิตของตนไว้ให้พร้อม ให้มีความตั้งมั่นในกุศลธรรม ด้วยการเจริญสติ ให้มีสติในการรู้ปล่อยวางในอารมณ์ยินดียินร้าย หรือรู้สกัดกั้นจิตของตนไม่ให้เกิดบาปอกุศล เพราะบาปอกุศล เป็นเหตุให้เกิดกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง ไปยึดมั่นถือมั่นให้เกิดความทุกข์ ฉะนั้นจึงควรมีการเจริญธัมมะภาวนาไว้ว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” เป็นประจำวัน ในชีวิตของตนเพื่อสร้างความรู้ตัวให้กับจิตของตน ก็จะทำให้จิตของตนมีสติ รู้สกัดกั้นบาปอกุศลไม่ให้เกิดขึ้น หรือรู้ปล่อยวางในอารมณ์ยินดียินร้ายได้ จึงไม่เกิดกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง เข้าครอบงำจิต จิตของเราก็จะเป็นกุศลจิต หรือกุศลธรรม ที่ทำให้จิตมีความสงบสุขไม่หลงไปในโลกธรรม พระพุทธองค์ได้ทรงกล่าวไว้ว่า “ผู้ใด สามารถครอบงำโลกธรรมได้ ผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นสมณะ ” เพราะมีจิตที่เป็นกุศลพร้อม จึงทำให้ประพฤติตนอยู่ในสุจริตธรรม ๓ ประการ คือสุจริตทางกาย เรียกกายสุจริต, สุจริตทางวาจา เรียกวจีสุจริต, สุจริตทางใจ เรียกมโนสุจริต, ควรแก่การยกย่องว่าเป็นสมณะ เพราะสมณะก็ต้องทำจิตให้อยู่เหนือโลกธรรมเช่นกัน จึงควรฝึกจิตของตน ให้เกิดกุศลธรรมไว้ให้พร้อมเสมอ จะทำให้มีสุขชาตินี้ และสุขชาติหน้า ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

จิตวุ่นวายเพราะกิเลสอยากได้

จิตวุ่นวายเพราะกิเลสอยากได้ ต้องรู้ทำจิตไม่ให้วุ่นวาย


โลกเราทุกวันนี้มีแต่การแข่งขันกันสร้างความเชื่อความหลง เพื่อให้คนวุ่นวายใจด้วยกิเลส มีความอยากได้สูง จึงได้สร้างสิ่งที่เป็นรูปธรรม และนามธรรม มายั่วยุจิตใจของคน ให้หลงใหลไปกับสิ่งปรุงแต่งต่างๆที่ได้สร้างขึ้นมาชวนเชื่อ สิ่งที่เป็นรูปธรรมคือจับต้องได้ที่มากับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสต่างๆ ทางธรรมเรียกว่าวัตถุแห่งกาม ที่ชวนให้รัก,ชักให้ใคร่,พาใจให้ไหลหลง, เมื่อใครได้รับรู้สิ่งเหล่านี้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ก็จะเกิดความรู้สึกยินดียินร้าย,ความพอใจหรือความไม่พอใจ,ความชอบใจหรือความไม่ชอบใจ, ที่เกิดเป็นกิเลสคือความอยาก เมื่อเราได้เสพคุ้นกับสิ่งเหล่านี้ด้วยความอยากบ่อยๆ ก็จะเกิดเป็นตัณหา คือความทะยานอยากมากยิ่งขึ้นๆ จึงสร้างความวุ่นวายใจได้ และจะแสวงหาให้ได้มาให้ได้ เพื่อสนองตัณหาของตน

ส่วนที่เป็นนามธรรม ก็คือการสร้างวาทะกรรมให้คนหลงเชื่อในเรื่องเภทภัยต่างๆ เพื่อให้เกิดความกลัว ความระแวง ความว้าวุ่นใจ เป็นจุดขาย ทั้งวิทยาศาสตร์และไสยศาสตร์ จึงเป็นที่มาแห่งความวุ่นวายของโลก เพราะชาวโลกมักขาดวิจารณญาณ ไร้การไตร่ตรองให้ถ้วนถี่ ในสิ่งที่ได้รับรู้มาในวาทะกรรมเหล่านั้น จึงอาจทำให้เกิดความคิดเห็นผิด จากธรรมนองและครองธรรมได้ โดยถูกความโลภ ความโกรธ ความหลง ครอบงำจิตใจ โลกวุ่นวายเพราะเหตุนี้

การรู้ทำใจของเราไม่ให้หลงวุ่นวายไปกับโลกเป็นสิ่งสำคัญ เราจะต้องเป็นผู้มีสติ การจะมีสติเราจะต้องมีความเพียรในการท่องธัมมะภาวนาไว้ให้ตลอดวัน เพื่อให้เกิดความรู้ตัวในจิต(คือสัมปชัญญะ) อันเป็นเหตุให้จิตของเราเกิดสติรู้สกัดกั้นไม่ให้เกิดบาปและอกุศล คือความรู้สึกยินดียินร้าย,ความพอใจหรือความไม่พอใจ,ความชอบใจหรือความไม่ชอบใจ,ที่เป็นสาเหตุให้เกิดกิเลสตัณหา จนเป็นความรู้ปล่อยวางได้เองโดยอัตโนมัติ จิตของเราก็จะไม่หลงเกิดความวุ่นวายใจไปกับโลกใบนี้ จิตของเราก็จะมีแต่ความสงบสุข อยู่กับโลกอย่างร่าเริงใจเพราะการมีสติ คำไว้ท่องภาวนาเป็นหัวข้อของธัมมะจึงเรียกว่า“ธัมมะภาวนา”หรือธัมมานุสสติ คือการระลึกถึงธัมมะเป็นอารมณ์ธรรมคือกุศล เพื่อสร้างความรู้ตัวให้กับจิตของเราคือ ” อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” ท่องไว้ให้ตลอดวันจะทำให้มีสติรู้สกัดกั้นไม่ให้เกิดบาปและอกุศล ไปตามหัวข้อของธัมมะโดยอัตโนมัติ ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

ธัมมะทำให้เกิดความสงบสุข

ธัมมะทำให้เกิดความสงบสุข ถ้าอยากสงบสุขก็ต้องปฏิบัติธรรม


การปฏิบัติธรรม ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปแสวงหาที่ปฏิบัติให้ยุ่งยาก ในชีวิตประจำวันของเราก็ปฏิบัติธรรมได้ เพียงมีการเจริญสติเท่านั้น การเจริญสติก็ต้องมีอุบายในการเจริญสติ นั้นก็คือการมีคำภาวนาไว้ในใจของตนคอยท่องเอาไว้ให้ตลอด การท่องบทภาวนาไว้ตลอดนั้นแหละคือการปฏิบัติธรรม เมื่อได้ท่องบทภาวนาไว้ตลอด ก็จะไปสร้างความรู้ตัวให้กับจิตของตน(ที่เรียกว่าสัมปชัญญะ คือความรู้ตัว) เมื่อจิตมีความรู้ตัวมากๆ ก็จะทำให้จิตเกิดสติ รู้สกัดกั้นไม่ให้จิตเกิดบาปอกุศล ที่เป็นกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง การมีความเพียรในการท่องภาวนาไว้ตลอดนั้นแหละ คือการมีความเพียรเครื่องเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ ถอนความพอใจ หรือความไม่พอใจ ในโลกออกเสียได้ ตามความหมายในสติปัฏฐาน ๔ หรือความมีสติชอบ ตามในอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการที่ได้กล่าวไว้

อุบายในการเจริญสติ คือบทธัมมะภาวนาว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” มีที่มาจากความดำริชอบในอริยมรรค เมื่อมีความเพียรชอบในการดำริชอบก็เริ่มมีสติชอบ ก็จะทำให้เกิดการพูดจาชอบ คือไม่พูดโกหก,ไม่พูดด่าคำหยาบ,ไม่พูดสอเสียด,ไม่พูดเพ้อเจ้อ, มีการทำการงานชอบ คือไม่ฆ่าสัตว์,ไม่ลักทรัพย์,ไม่ประพฤติผิดในกาม, มีการเลี้ยงชีวิตชอบ คือไม่ประกอบมิจฉาอาชีวะ มีสติชอบ มีสมาธิชอบ แม้ในขณิกะสมาธิ ก็เริ่มจะทำให้เกิดปัญญา มีความรู้ในสภาวธรรมต่างๆตามมาให้เกิดรู้แจ้งในอริยสัจ ๔ คือความเห็นชอบ รวมเรียกว่าอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา หรือเป็นศีล สมาธิ ปัญญา นี่คือแนวทางการปฏิบัติธรรมทางสายกลาง ที่ใครๆก็สามารถทำได้ จริตไหนๆก็มาปฏิบัติตามได้ และให้ผลได้กับทุกๆคน ที่มีความเพียรชอบในการปฏิบัติธรรมตามแนวทางในอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการนี้ ก็จะทำจิตมีความสงบสุข เพราะบุญคือความสบายใจ เพราะกุศลธรรมคือจิตมีความผ่องใส ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

การละกิเลส

การละกิเลสคือ โลภะ โทสะ โมหะ เสียได้ จิตจะสงบสุข


จิตที่ยังต้องเวียนว้ายตายเกิดอยู่ ก็เพราะยังมีกิเลสคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นสาเหตุ จึงต้องฝึกจิตของตนให้รู้ละเสีย หรือทำให้เบาบางลงไปเลื่อยๆ จนค่อยๆหมดไป จึงจะพ้นจากการเวียนว้ายตายเกิดเสียได้ อะไรเป็นเหตุให้เกิดกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง อารมณ์หรือความรู้สึกยินดียินร้าย ที่เกิดจากการรับรู้ใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธัมมารมณ์ คือสาเหตุให้เกิดกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความรู้สึกยินดียินร้ายก็คืออกุศลจิต หรืออกุศลมูล ที่เป็นมูลเหตุเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นตลอดเวลาในชีวิตประจำวันของเรา ถูกเก็บเอาไว้ในจิตใต้สำนึกที่เรียกว่าอนุสัยกิเลสหรือตะกอนนอนเนื่องในจิต ของชีวิตประจำวันของเรา จึงควรฝึกจิตของตนให้รู้ละเสียทีละเล็กทีละน้อยในชีวิตประจำวันของตน

การจะฝึกจิตของตนเอง ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นที่จะทำไม่ได้ เพียงท่องธัมมะภาวนาไว้ในชีวิตประจำวันของตนว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” การท่องธัมมะภาวนาไว้เสมอตลอดเวลา ก็คือการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เกิดสติรู้สกัดกั้นไม่ให้จิตเกิดอกุศล หรือมีสติในการรู้ปล่อยวางในอารมณ์ยินดียินร้าย เมื่อจิตมีสติไม่ให้เกิดอกุศล จิตนี้ก็เป็นกุศลมีผลทำให้จิตเกิดความสงบสุข และค่อยๆเกิดความนิ่งจนเป็นสมาธิ การมีสมาธิก็ไม่ใช่มีในการนั่งสมาธิอย่างเดียว มีได้ในอิริยาบถทั้ง ๔ คือ มียืน เดิน นั่ง นอน ล้วนเป็นสมาธิได้ทั้งนั้น อาการของสมาธิก็คือจิตมีความนิ่ง ไม่ส่งออกไปจับสิ่งรับรู้รอบตัวที่มากระทบเอามานึกคิดปรุงแต่ง จิตที่นิ่งไม่นึกคิดปรุงแต่งนี่แหละคือสมาธิ ในระยะแรกจะเป็นขณิกสมาธิคือสมาธิที่เป็นขณะไ เราจะเห็นอาการจิตนี้ได้ด้วยตัวของเราเอง มีความรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอในจิตของตน นี่แหละคือผลของการฝึกจิตให้ละกิเลสคือ โลภะ โทสะ โมหะ จิตจะมีความนิ่งเป็นสมาธิ มีความสงบสุข และยังจะทำให้เกิดอธิศีล อธิจิต อธิปัญญาด้วย ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

ท่องธัมมะภาวนาไว้เสมอ

ท่องธัมมะภาวนาไว้เสมอจะทำให้มีสติ ตามดูเห็นจิตตัวเองได้


โดยปกติธรรมดาของคนเรา มักไม่ค่อยจะเห็นจิตตัวเอง ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะความหลงในอารมณ์ยินดียินร้าย คือกิเลสความอยาก พาจิตให้นึกคิดส่งออกไปในเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ชวนให้รัก,ชักให้ใคร,พาใจให้ไหลหลง, เป็นเหตุให้เกิดกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง
ยามใดที่เรามีการรับรู้ใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ด้วยความรู้สึกยินดียินร้าย ก็จะไปกระตุ่นความจำในเรื่องราวต่างๆ ในจิตใต้สำนึกให้เกิดการนึก-คิดขึ้นมาทันที จึงทำให้เราหลงไปไม่ค่อยได้เห็นจิตของตัวเอง เพราะจิตไม่สงบ จึงหลงอยู่ในวังวนของเรื่องราวต่างๆของความนึก-คิด ที่เรียกว่าจิตมาร
แต่เมื่อเราได้ท่องธัมมะภาวนาไว้เสมอเป็นประจำวันในชีวิตประจำวันอย่างน้อยให้ได้ ๓๐ ครั้งต่อวัน ก็จะเริ่มทำให้เรามีสติรู้ปล่อยวางในอารมณ์ยินดียินร้ายได้ เราก็จะเริ่มเห็นจิตของตัวเองได้ดีขึ้น เพราะจิตมีสติจึงทำให้เกิดความสงบนิ่งไม่ส่งออก จึงทำให้เราเห็นจิตตัวเองได้ดีขึ้น
และยังช่วยให้เรานั่งสมาธิได้ดีขึ้น เพราะเริ่มเห็นจิตมารที่จะคอยเอาเรื่องราวต่างๆ ในจิตใต้สำนึก มาลวงให้เราหลงนึก-คิดจนฟุ้งซ่าน เรื่องราวในจิตใต้สำนึกก็คือกิเลสมาร การมีสติรู้ปล่อยวางในอารมณ์ยินดียินร้ายได้ ก็จะไม่ไปเพิ่มกิเลสมารในจิตใต้สำนึก ทำให้เหลือแต่เรื่องราวเก่าๆที่เรียกว่าอนุสัยกิเลส หรือตะกอนนอนเนื่องในใจ

เมื่อไรที่เรานั่งสมาธิแล้วเห็นกิเลสมาร คือเรื่องราวต่างๆจากความอยากเมื่อใด ก็ให้ใช้ปัญญาคือการคิดเห็นในใจแก้ไข(เรียกว่าคิดแก้คิด) คือคิดขับไล่มารในใจออกไปเสียว่า “มารเรารู้แล้วว่าเจ้าคือมาร” คิดอย่างนี้ไปหลายๆครั้งจนกว่าจะเห็นจิตหยุดนึก-คิด เมื่อเราสามารถรู้ทันมารได้ทุกๆครั้งอย่างนี้ มารก็จะค่อยๆจางไปไม่มาอีก ก็จะทำให้จิตของเราเริ่มมีความสงบ เมื่อเห็นจิตมีความสงบก็ให้ไปดูที่ลมหายใจเข้าและออกแทน เมื่อมีจิตมารมาทำให้นึก-คิดอีกก็ให้ใช้วิธีตามที่กล่าวไว้นั้นต่อสู้ไปเลื่อยๆ จนกว่าจะมีสมาธิตั้งมั่นได้นิ่งยิ่งขึ้นๆไป จนเหลือแต่การตามดูลมหายใจเข้า และลมหายใจออกอยู่อย่างเดียว การใช้ความคิดแก้ไขคือปัญญา จิตสงบได้ก็คือปัญญาสมาธิ ฉะนั้นจึงควรเพียรท่องธัมมะภาวนาไว้ว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” ไว้เสมอๆนะจะทำให้เกิดสติจนจิตมีความสงบ จะตามดูจิต รู้เห็นจิตตัวเองได้ ดังนี้.

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

หลวงพ่อเงินวัดบางคลานพิจิตร

ด้านหน้า ด้านหลัง พระผงรูปเหมือนข้างพัดหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิจิตร เนื้อเก่ายุคต้นๆ ราคาเบาๆ ครับ  ๙๙๙.๙๙๙ บาท โทร 08722...