จิตชอบส่งออกเพราะยินดียินร้าย จิตไม่ส่งออกเพราะมีกัมมัฏฐาน
ตามธรรมดาของจิต ของคนเราชอบส่งออกไปกับการรับรู้ใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์คือสิ่งที่ใจรู้สึกนึกคิด เพราะ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เป็นวัตถุกามคือพัสดุอันน่าใคร่ ที่ชวนให้รัก, ชักให้ใคร่,พาใจให้ไหลหลง, ทำให้เกิดความรู้สึกยินดียินร้าย เป็นกิเลสกามคือกิเลสเป็นเหตุให้ใคร่อันได้แก่ความอยาก ถ้าเราไม่มีการเจริญกัมมัฏฐาน คือวิธีอบรมจิตใจและเจริญปัญญา, หรืออุบายทางใจ, หรืออารมณ์เป็นเป็นที่ตั้งแห่งการงานของใจ, เราก็ไม่อาจที่จะมีสติเกิดรู้เท่าทันที่จะปล่อยวางในความรู้สึกยินดียินร้ายได้ทันอย่างแน่นอน จึงเป็นเหตุให้จิตส่งออกไปจับใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธรรมารมณ์ จึงเป็นเหตุให้เกิดการนึกคิดปรุงแต่งทำให้จิตฟุ้งซ่านไม่สงบสุข มีการส่งออกไปตลอดเวลาไม่นิ่ง เพราะราคะ โทสะ โมหะ
ฉะนั้นเราจึงต้องมีกัมมัฏฐานไว้ในจิตของตนอยู่เสมอๆ จึงจะมีสติรู้เท่าทัน รู้ปล่อยวางในความรู้สึกยินดียินร้ายได้ คำภาวนาว่า “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” นี่คือกัมมัฏฐาน เพราะเป็นเหตุให้เกิดการสังวรอินทรีย์ รู้ระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ไม่ให้เกิดความรู้สึกยินดียินร้าย เมื่อจิตมีสติรู้ละความรู้สึกยินดียินร้ายได้ จิตก็จะไม่ส่งออกไปจับสิ่งที่รู้ใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ต่างๆที่มากระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จิตของเราก็จะเกิดความสงบนิ่งเป็นกัมมัฏฐาน เมื่อจิตมีความสงบนิ่ง เพราะราคะ โทสะ โมหะ ลดลงไป ก็จะเกิดปัญญารู้สภาวธรรมต่างๆ เรียกว่าเกิดอธิศีล อธิจิต และอธิปัญญา ที่เป็นเหตุให้เรารู้ประพฤติตนอยู่ในสุจริตธรรม ๓ อย่าง คือสุจริตทางกาย สุจริตวาจา และสุจริตทางใจ ดังนี้.
โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง
วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556
การรู้ปล่อยวางในอารมณ์
การรู้ปล่อยวางในอารมณ์ เป็นวิถีทางแห่งความสงบสุขของพระพุทธเจ้า
การฝึกจิตให้รู้ปล่อยวางความวุ่นวาย ปัจจุบันนี้เราอยู่ในโลกแห่งความวุ่นวายสับสน ที่มีแต่สิ่งยั่วยุอยู่มากมายที่มากับวัตถุแห่งกามคือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ชวนให้รัก, ชักให้ใคร่, พาใจให้ไหลหลง, ทำให้เกิดอารมณ์ คือความรู้สึกยินดียินร้าย, ความพอใจหรือความไม่พอใจ, ความชอบใจหรือความไม่ชอบใจ, ที่เกิดเป็นกิเลสกามตัณหาคือความอยาก เป็นบาปอกุศล เป็นอัตตาและอคติ ฝังอยู่ในใจจนเป็นเหตุให้เกิด ความโลภ ความโกรธ ความหลง มองคนในแง่ร้ายบ้าง อิจฉาริษยาบ้าง ที่ทำให้ใจของเราขุ่นมัวเศร้าหมองฟุ้งซ่านอยู่เสมอ หาความสงบสุขไม่ได้ มีแต่ความทุกข์ใจเพราะสิ่งยั่วยุ การเสพคุ้นอยู่กับสิ่งยั่วยุ มีแต่จะทำให้ใจของเราเกิดความเศร้าหมองพาใจให้เกิดทุกข์ เพราะกิเลสคือความอยากต่างๆที่มากับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสต่างๆ
การฝึกจิตให้รู้ปล่อยวางจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตเป็นอย่างยิ่ง ที่จะทำให้ใจของเราไม่เกิดความเศร้าหมองเพราะบาปอกุศล การท่องธัมมะภาวนาไว้ในใจอยู่เสมอๆจะช่วยให้จิตรู้ปล่อยวาง ยิ่งมีเพียรได้ตลอดเวลาได้ยิ่งดี จะทำให้มีสติรู้สกัดกั้นไม่ให้เกิดบาปอกุศลในใจของเราโดยอัตโนมัติ เป็นการรู้ปล่อยวางใจไม่ให้เกิดอารมณ์คือความรู้สึกยินดียินร้าย,ความพอใจหรือความไม่พอใจ, ที่เป็นกิเลสเป็นบาปอกุศล เมื่อใจรู้ละเหตุนั้นได้ใจก็เป็นกุศลคือความผ่องใส เป็นบุญคือความสบายใจ ที่มีผลเป็นความสงบสุข มีสุขชาตินี้และสุขชาติหน้า นี่แหละวิถีทางความสงบสุขของพระพุทธเจ้า ที่ได้ให้ไว้แก่เราชาวพุทธด้วยการมีธัมมะภาวนาว่า ”อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” นี้คือหัวข้อธรรมะไว้ท่องธัมมะภาวนา จัดเป็นการดำริชอบคือการคิดเห็นอยู่ในใจตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ดังนี้.
โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง
การฝึกจิตให้รู้ปล่อยวางความวุ่นวาย ปัจจุบันนี้เราอยู่ในโลกแห่งความวุ่นวายสับสน ที่มีแต่สิ่งยั่วยุอยู่มากมายที่มากับวัตถุแห่งกามคือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่ชวนให้รัก, ชักให้ใคร่, พาใจให้ไหลหลง, ทำให้เกิดอารมณ์ คือความรู้สึกยินดียินร้าย, ความพอใจหรือความไม่พอใจ, ความชอบใจหรือความไม่ชอบใจ, ที่เกิดเป็นกิเลสกามตัณหาคือความอยาก เป็นบาปอกุศล เป็นอัตตาและอคติ ฝังอยู่ในใจจนเป็นเหตุให้เกิด ความโลภ ความโกรธ ความหลง มองคนในแง่ร้ายบ้าง อิจฉาริษยาบ้าง ที่ทำให้ใจของเราขุ่นมัวเศร้าหมองฟุ้งซ่านอยู่เสมอ หาความสงบสุขไม่ได้ มีแต่ความทุกข์ใจเพราะสิ่งยั่วยุ การเสพคุ้นอยู่กับสิ่งยั่วยุ มีแต่จะทำให้ใจของเราเกิดความเศร้าหมองพาใจให้เกิดทุกข์ เพราะกิเลสคือความอยากต่างๆที่มากับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสต่างๆ
การฝึกจิตให้รู้ปล่อยวางจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตเป็นอย่างยิ่ง ที่จะทำให้ใจของเราไม่เกิดความเศร้าหมองเพราะบาปอกุศล การท่องธัมมะภาวนาไว้ในใจอยู่เสมอๆจะช่วยให้จิตรู้ปล่อยวาง ยิ่งมีเพียรได้ตลอดเวลาได้ยิ่งดี จะทำให้มีสติรู้สกัดกั้นไม่ให้เกิดบาปอกุศลในใจของเราโดยอัตโนมัติ เป็นการรู้ปล่อยวางใจไม่ให้เกิดอารมณ์คือความรู้สึกยินดียินร้าย,ความพอใจหรือความไม่พอใจ, ที่เป็นกิเลสเป็นบาปอกุศล เมื่อใจรู้ละเหตุนั้นได้ใจก็เป็นกุศลคือความผ่องใส เป็นบุญคือความสบายใจ ที่มีผลเป็นความสงบสุข มีสุขชาตินี้และสุขชาติหน้า นี่แหละวิถีทางความสงบสุขของพระพุทธเจ้า ที่ได้ให้ไว้แก่เราชาวพุทธด้วยการมีธัมมะภาวนาว่า ”อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” นี้คือหัวข้อธรรมะไว้ท่องธัมมะภาวนา จัดเป็นการดำริชอบคือการคิดเห็นอยู่ในใจตามอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ดังนี้.
โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง
การดับทุกข์ในใจ
การดับทุกข์ในใจ เมื่อต้องเผชิญกับวิบากกรรมเก่าในชีวิต
คนเราเกิดมาทุกๆคนจะต้องพบ จะต้องเจอปัญหาชีวิตด้วยกันเกือบทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไร จะมั่งมีหรือยากจน ไม่ว่าในด้านการงาน การเงินการเรียนการศึกษา ปัญหาทางครอบครัวและญาติมิตร ปัญหาชีวิตในด้านความรักความพลัดพราก ปัญหาความเป็นอยู่และอีกมากมายพรรณนาไม่หมด ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ คนเราเกิดมาจากกรรมคือการได้กระทำไว้แล้วแต่อดีตชาติ มาส่งผลให้ชีวิตมีความเป็นไปต่างๆนาๆ ที่สุขและทุกข์ สิ่งที่เรากำลังเผชิญความเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้จึงเรียกว่าวิบาก ซึ่งเป็นเศษกรรมเก่ามาส่งผล(กรรมหนักเราได้ชดใช้ในนรกมาแล้ว) ถ้าเราต้องพบกับปัญหาชีวิต ดังที่กล่าวมาแล้วก็ขอให้อย่าท้อถอย ขอให้เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา แม้รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ต่างๆที่เราต้องเจออยู่ทุกวัน ก็ยังจัดเป็นส่วนหนึ่งของวิบากกรรมเก่าที่เราจำต้องรับรู้อยู่ทุกวัน อันเป็นเหตุให้เราเกิดความทุกข์ได้ ถ้าเราไม่ยอมเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเราก็จะเกิดทุกข์ ถ้าเราเข้าใจเราก็ไม่ต้องแบกทุกข์ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจัดเป็นหนี้เก่าที่เราได้ทำไว้เองแต่อดีตชาติ เป็นเหตุ
ดังพุทธศาสนาสุภาษิตมีกล่าวไว้ว่า
สเจ ปุพฺเพกตเหตุ สุขทุกขํ นิคจฺฉติ
โปราณกํ กต ปาปํ ตเมโส มุญฺจเต อิณํ.
ถ้าประสพสุขทุกข์ เพราบุญบาปที่ทำไว้ก่อนเป็นเหตุ
ชื่อว่าเปลื้องบาปเก่าที่ทำไว้ ดุจเปลื้องหนี้ฉะนั้น.
การบริกรรมหรือท่องธัมมะภาวนาจะช่วยได้ จะทำให้เรามีสติรู้ปล่อยวางในอารมณ์หรือรู้ปล่อยวางความรู้สึกยินดียินร้าย หรืออาการอินที่เป็นอกุศลจิต เมื่อเราได้ฝึกฝนในการท่องภาวนาไว้ตลอดเวลาในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะทำอะไรอยู่มียืน เดิน นั่ง นอน ดื่ม กิน ทำ พูด คิด ยิ่งจะทำให้เราเกิดสติได้เร็วรู้ปล่อยวางได้ไว ปัญหาชีวิตที่เราต้องเผชิญอยู่จะได้ไม่มาทำให้เราเกิดความทุกข์หนักได้ และเพราะเราได้เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นต่อชีวิตว่าเกิดจากวิบากกรรมเก่ามาส่งผลเพราะเราเคยเป็นหนี้เค้า ดังพุทธศาสนาภาษิตที่ได้ยกมากล่าวไว้นั้น ความทุกข์ก็จะลดน้อยลงไปได้ ดังนี้.
คาถาไว้บริกรรมหรือท่องธัมมะภาวนาคือ “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...”เพื่อให้เกิดสติจะได้ดับทุกข์ในใจลงเสียได้.
โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง
คนเราเกิดมาทุกๆคนจะต้องพบ จะต้องเจอปัญหาชีวิตด้วยกันเกือบทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไร จะมั่งมีหรือยากจน ไม่ว่าในด้านการงาน การเงินการเรียนการศึกษา ปัญหาทางครอบครัวและญาติมิตร ปัญหาชีวิตในด้านความรักความพลัดพราก ปัญหาความเป็นอยู่และอีกมากมายพรรณนาไม่หมด ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ คนเราเกิดมาจากกรรมคือการได้กระทำไว้แล้วแต่อดีตชาติ มาส่งผลให้ชีวิตมีความเป็นไปต่างๆนาๆ ที่สุขและทุกข์ สิ่งที่เรากำลังเผชิญความเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้จึงเรียกว่าวิบาก ซึ่งเป็นเศษกรรมเก่ามาส่งผล(กรรมหนักเราได้ชดใช้ในนรกมาแล้ว) ถ้าเราต้องพบกับปัญหาชีวิต ดังที่กล่าวมาแล้วก็ขอให้อย่าท้อถอย ขอให้เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา แม้รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ต่างๆที่เราต้องเจออยู่ทุกวัน ก็ยังจัดเป็นส่วนหนึ่งของวิบากกรรมเก่าที่เราจำต้องรับรู้อยู่ทุกวัน อันเป็นเหตุให้เราเกิดความทุกข์ได้ ถ้าเราไม่ยอมเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเราก็จะเกิดทุกข์ ถ้าเราเข้าใจเราก็ไม่ต้องแบกทุกข์ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจัดเป็นหนี้เก่าที่เราได้ทำไว้เองแต่อดีตชาติ เป็นเหตุ
ดังพุทธศาสนาสุภาษิตมีกล่าวไว้ว่า
สเจ ปุพฺเพกตเหตุ สุขทุกขํ นิคจฺฉติ
โปราณกํ กต ปาปํ ตเมโส มุญฺจเต อิณํ.
ถ้าประสพสุขทุกข์ เพราบุญบาปที่ทำไว้ก่อนเป็นเหตุ
ชื่อว่าเปลื้องบาปเก่าที่ทำไว้ ดุจเปลื้องหนี้ฉะนั้น.
การบริกรรมหรือท่องธัมมะภาวนาจะช่วยได้ จะทำให้เรามีสติรู้ปล่อยวางในอารมณ์หรือรู้ปล่อยวางความรู้สึกยินดียินร้าย หรืออาการอินที่เป็นอกุศลจิต เมื่อเราได้ฝึกฝนในการท่องภาวนาไว้ตลอดเวลาในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะทำอะไรอยู่มียืน เดิน นั่ง นอน ดื่ม กิน ทำ พูด คิด ยิ่งจะทำให้เราเกิดสติได้เร็วรู้ปล่อยวางได้ไว ปัญหาชีวิตที่เราต้องเผชิญอยู่จะได้ไม่มาทำให้เราเกิดความทุกข์หนักได้ และเพราะเราได้เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นต่อชีวิตว่าเกิดจากวิบากกรรมเก่ามาส่งผลเพราะเราเคยเป็นหนี้เค้า ดังพุทธศาสนาภาษิตที่ได้ยกมากล่าวไว้นั้น ความทุกข์ก็จะลดน้อยลงไปได้ ดังนี้.
คาถาไว้บริกรรมหรือท่องธัมมะภาวนาคือ “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...”เพื่อให้เกิดสติจะได้ดับทุกข์ในใจลงเสียได้.
โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง
การฝึกจิตให้มีสติ
การฝึกจิตให้มีสติ อยู่กับโลกที่วุ่นวายใจในปัจจุบัน
โลกปัจจุบันนี้มีสื่อออนไลน์อยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ มือถือ และคอมพิวเตอร์ในรูปแบบต่างที่ใช้ออนไลน์ได้ และรับรู้ข่าวสารได้ ล้วนเป็นสื่อที่จะทำให้เราหลงยินดียินร้าย, มีความพอใจหรือความไม่พอใจ,ได้ทั้งนั้น จิตของเราจึงได้เก็บเรื่องราวเหล่านั้นไว้ในจิตใต้สำนึก(เป็นสัญญาขันธ์)มากมาย จึงเป็นเหตุให้จิตของเราเก็บสะสมกิเลสกามตัณหาอุปาทานขันธ์ อันเป็นเหตุให้เกิดอัตตาและอคติ และโลภะ โทสะ โมหะ เป็นบาปอกุศลไว้ในจิตใต้สำนึกเป็นจิตมาร อันเป็นเหตุให้จิตของเราเกิดความฟุ้งซ่านได้ตลอดเวลา เพราะธรรมชาติของจิตอย่างหนึ่งคือการนึกเองได้เสมอๆการนึกของจิต นึกด้วยกิเลสกามตัณหาอุปาทานขันธ์ อันเป็นเหตุให้เกิดการคิดปรุงแต่งตามมา(เป็นสังขารมาร) เราจึงเกิดความฟุ้งซ่านเป็นทุกข์ในใจ เพราะจิตจะส่งออกไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านั้นอยู่เสมอด้วยความรู้สึกยินดียินร้ายเป็นเหตุ
ถ้าไม่อยากให้จิตของเราหลงไปกับสื่อต่างๆเหล่านั้น จนเกิดเป็นความฟุ้งซ่านว้าวุ่นและทุกข์ใจ เราจะต้องฝึกจิตของเราให้มีสติ เพื่อทวนกระแสโลกของสื่อ ด้วยการฝึกจิตให้รู้สังวรอินทรีย์ คือสังวรในการรับรู้สื่อที่จะมากระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ รับรู้แล้วก็ให้มีสติไม่ให้เกิดยินดียินร้ายที่เป็นบาปอกุศล ด้วยการท่องธัมมะภาวนาไว้ในใจ ให้ตลอดเวลาในชีวิตประจำไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ มียืน เดิน นั่ง นอน ดื่ม กิน ทำ พูด คิด ก็ท่องธัมมะภาวนาไว้ เพื่อสร้างสมความรู้ตัวให้กับจิต(คือสัมปชัญญะ)เตรียมพร้อมไว้ จะทำให้มีสติรู้สกัดกั้นบาปและอกุศล และระงับความรู้สึกยินดียินร้ายได้เองโดยอัตโนมัติ คือการรู้ปล่อยวางในอารมณ์บาปและอกุศล จึงจะต้องมีความเพียรมากหน่อยในการท่องธัมมะภาวนาให้ตลอดเวลาได้ยิ่งดี ยิ่งจะมีสติได้เร็วจนเป็นอัตโนมัติ จึงจะสามารถทวนกระแสโลกได้ดี เพราะมีสติรู้ปล่อยวาง จิตจะไม่ส่งออกไปยึดมั่นถือมั่น ถ้าเราฝึกได้แล้วเราก็จะเกิดความสงบนิ่ง เป็นสันติสุขอยู่ในใจของเราโดยไม่หลงกระแสโลกให้เกิดทุกข์ในใจ และจิตจะเริ่มรู้นิ่งขึ้น เพราะเป็นจิตที่เป็นกุศลผลบุญคือความสบายใจ ดังนี้.
คาถาไว้ท่องธัมมะภาวนาคือ “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...”
โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง
โลกปัจจุบันนี้มีสื่อออนไลน์อยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ มือถือ และคอมพิวเตอร์ในรูปแบบต่างที่ใช้ออนไลน์ได้ และรับรู้ข่าวสารได้ ล้วนเป็นสื่อที่จะทำให้เราหลงยินดียินร้าย, มีความพอใจหรือความไม่พอใจ,ได้ทั้งนั้น จิตของเราจึงได้เก็บเรื่องราวเหล่านั้นไว้ในจิตใต้สำนึก(เป็นสัญญาขันธ์)มากมาย จึงเป็นเหตุให้จิตของเราเก็บสะสมกิเลสกามตัณหาอุปาทานขันธ์ อันเป็นเหตุให้เกิดอัตตาและอคติ และโลภะ โทสะ โมหะ เป็นบาปอกุศลไว้ในจิตใต้สำนึกเป็นจิตมาร อันเป็นเหตุให้จิตของเราเกิดความฟุ้งซ่านได้ตลอดเวลา เพราะธรรมชาติของจิตอย่างหนึ่งคือการนึกเองได้เสมอๆการนึกของจิต นึกด้วยกิเลสกามตัณหาอุปาทานขันธ์ อันเป็นเหตุให้เกิดการคิดปรุงแต่งตามมา(เป็นสังขารมาร) เราจึงเกิดความฟุ้งซ่านเป็นทุกข์ในใจ เพราะจิตจะส่งออกไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านั้นอยู่เสมอด้วยความรู้สึกยินดียินร้ายเป็นเหตุ
ถ้าไม่อยากให้จิตของเราหลงไปกับสื่อต่างๆเหล่านั้น จนเกิดเป็นความฟุ้งซ่านว้าวุ่นและทุกข์ใจ เราจะต้องฝึกจิตของเราให้มีสติ เพื่อทวนกระแสโลกของสื่อ ด้วยการฝึกจิตให้รู้สังวรอินทรีย์ คือสังวรในการรับรู้สื่อที่จะมากระทบ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ รับรู้แล้วก็ให้มีสติไม่ให้เกิดยินดียินร้ายที่เป็นบาปอกุศล ด้วยการท่องธัมมะภาวนาไว้ในใจ ให้ตลอดเวลาในชีวิตประจำไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ มียืน เดิน นั่ง นอน ดื่ม กิน ทำ พูด คิด ก็ท่องธัมมะภาวนาไว้ เพื่อสร้างสมความรู้ตัวให้กับจิต(คือสัมปชัญญะ)เตรียมพร้อมไว้ จะทำให้มีสติรู้สกัดกั้นบาปและอกุศล และระงับความรู้สึกยินดียินร้ายได้เองโดยอัตโนมัติ คือการรู้ปล่อยวางในอารมณ์บาปและอกุศล จึงจะต้องมีความเพียรมากหน่อยในการท่องธัมมะภาวนาให้ตลอดเวลาได้ยิ่งดี ยิ่งจะมีสติได้เร็วจนเป็นอัตโนมัติ จึงจะสามารถทวนกระแสโลกได้ดี เพราะมีสติรู้ปล่อยวาง จิตจะไม่ส่งออกไปยึดมั่นถือมั่น ถ้าเราฝึกได้แล้วเราก็จะเกิดความสงบนิ่ง เป็นสันติสุขอยู่ในใจของเราโดยไม่หลงกระแสโลกให้เกิดทุกข์ในใจ และจิตจะเริ่มรู้นิ่งขึ้น เพราะเป็นจิตที่เป็นกุศลผลบุญคือความสบายใจ ดังนี้.
คาถาไว้ท่องธัมมะภาวนาคือ “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...”
โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง
ภารกิจสำคัญในชีวิต
ภารกิจสำคัญในชีวิตของเราคือการสั่งสมบุญ บุญคืออริยะทรัพย์
คนเราเกิดมาไม่ใช่ที่จะมัวตั้งหน้าตั้งตา ที่จะแสวงหาทรัพย์สินเงินทองเอาไว้ใช้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นเป็นโลกีย์ทรัพย์ เมื่อตายไปแล้วก็ไม่สามารถนำติดตัวไปได้เลย ควรสั่งสมทรัพย์ที่เป็นอริยะทรัพย์ไว้บ้างจะดีกว่า ที่สามารถนำติดตัวไปได้ด้วยเมื่อเราตายจากโลกนี้ไปแล้ว บุญที่เราได้ทำไว้แล้วจะช่วยให้เราได้ไปเกิดในที่ๆ ดีกว่าในปัจจุบันเช่นสวรรค์ หรือกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่อีกสักครั้ง ก็จะมีอริยะทรัพย์ที่ได้ทำไว้แล้วแต่ชาติที่แล้ว มาช่วยให้เรามีความเป็นอยู่ที่พรั่งพร้อมไปด้วยทรัพย์สมบัติ อริยะทรัพย์คือทรัพย์อันประเสริฐ ที่คนเราสามารถสร้างได้ด้วยการให้ทาน การรักษาศีล และการท่องภาวนา ทั้ง ๓ อย่างนี้เรียกว่าบุญกิริยาวัตถุ หรือสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญบุญ ซึ่งจะนำติดตัวไปได้ในภพภูมิใหม่ บุญยิ่งสั่งสมไว้มากๆยิ่งดี เพราะนำความสุขมาให้ในชาตินี้ และชาติหน้า
ดังพุทธศาสนาภาษิตที่พระพุทธองค์ได้ทรงกล่าวไว้ว่า
ปุญญะเจ ปุริโส กะยิรา กยิราเถนัง ปุนัปปุนัง
ตัมหิ ฉันทัง กะยิราถะ สุโข ปุญญัสสะ อุจจะโย.
“เมื่อบุรุษหรือสตรีจะพึงทำบุญ ควรทำบุญนั้นให้บ่อยๆ ควรทำความพอใจในบุญนั้น เพราะการสั่งสมขึ้นซึ่งบุญ ย่อมนำความสุขมาให้.”
ฉะนั้นจึงควรทำบุญกันไว้ให้มากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุญอันเกิดจากการท่องธัมมะภาวนาที่ทำได้ง่ายที่สุดโดยไม่ต้องเสียเงินเสียทองใดๆ และสามารถทำได้ตลอดเวลา แม้ในชีวิตประจำวันของเราก็สามารถทำได้ มียืน เดิน นั่ง นอน ดื่ม กิน ทำ พูด คิด ด้วยการท่องธัมมะภาวนาไว้เป็นประจำในชีวิตประจำวันของเรา เพื่อให้เกิดความรู้ตัวมากๆ(คือสัมปชัญญะ) อันเป็นเหตุให้จิตเกิดสติรู้สกัดกั้นไม่ให้บาปและอกุศลเกิดขึ้นในใจของเรา หรือรู้ปล่อยวางในอารมณ์ยินดียินร้าย เกิดเป็นกุศลจิต เป็นกุศลธรรม กุศลธรรมนี้แหละคือบุญอันยิ่งใหญ่ เป็นอริยะทรัพย์ที่ควรสร้างไว้ให้มากๆในใจของเรา เพื่อให้ใจของเรานำติดไปในชาติหน้า จึงทำให้เรามีสุขในชาตินี้ และสุขในชาติหน้า ดังนี้.
คาถาไว้ท่องธัมมะภาวนาให้จิตเกิดเป็นกุศลธรรมคือ “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” ยิ่งท่องได้มากยิ่งจะทำให้มีสติรู้ปล่อยวางได้มาก ก็ยิ่งจะมีความสงบสุขได้มาก
โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง
คนเราเกิดมาไม่ใช่ที่จะมัวตั้งหน้าตั้งตา ที่จะแสวงหาทรัพย์สินเงินทองเอาไว้ใช้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นเป็นโลกีย์ทรัพย์ เมื่อตายไปแล้วก็ไม่สามารถนำติดตัวไปได้เลย ควรสั่งสมทรัพย์ที่เป็นอริยะทรัพย์ไว้บ้างจะดีกว่า ที่สามารถนำติดตัวไปได้ด้วยเมื่อเราตายจากโลกนี้ไปแล้ว บุญที่เราได้ทำไว้แล้วจะช่วยให้เราได้ไปเกิดในที่ๆ ดีกว่าในปัจจุบันเช่นสวรรค์ หรือกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่อีกสักครั้ง ก็จะมีอริยะทรัพย์ที่ได้ทำไว้แล้วแต่ชาติที่แล้ว มาช่วยให้เรามีความเป็นอยู่ที่พรั่งพร้อมไปด้วยทรัพย์สมบัติ อริยะทรัพย์คือทรัพย์อันประเสริฐ ที่คนเราสามารถสร้างได้ด้วยการให้ทาน การรักษาศีล และการท่องภาวนา ทั้ง ๓ อย่างนี้เรียกว่าบุญกิริยาวัตถุ หรือสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญบุญ ซึ่งจะนำติดตัวไปได้ในภพภูมิใหม่ บุญยิ่งสั่งสมไว้มากๆยิ่งดี เพราะนำความสุขมาให้ในชาตินี้ และชาติหน้า
ดังพุทธศาสนาภาษิตที่พระพุทธองค์ได้ทรงกล่าวไว้ว่า
ปุญญะเจ ปุริโส กะยิรา กยิราเถนัง ปุนัปปุนัง
ตัมหิ ฉันทัง กะยิราถะ สุโข ปุญญัสสะ อุจจะโย.
“เมื่อบุรุษหรือสตรีจะพึงทำบุญ ควรทำบุญนั้นให้บ่อยๆ ควรทำความพอใจในบุญนั้น เพราะการสั่งสมขึ้นซึ่งบุญ ย่อมนำความสุขมาให้.”
ฉะนั้นจึงควรทำบุญกันไว้ให้มากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุญอันเกิดจากการท่องธัมมะภาวนาที่ทำได้ง่ายที่สุดโดยไม่ต้องเสียเงินเสียทองใดๆ และสามารถทำได้ตลอดเวลา แม้ในชีวิตประจำวันของเราก็สามารถทำได้ มียืน เดิน นั่ง นอน ดื่ม กิน ทำ พูด คิด ด้วยการท่องธัมมะภาวนาไว้เป็นประจำในชีวิตประจำวันของเรา เพื่อให้เกิดความรู้ตัวมากๆ(คือสัมปชัญญะ) อันเป็นเหตุให้จิตเกิดสติรู้สกัดกั้นไม่ให้บาปและอกุศลเกิดขึ้นในใจของเรา หรือรู้ปล่อยวางในอารมณ์ยินดียินร้าย เกิดเป็นกุศลจิต เป็นกุศลธรรม กุศลธรรมนี้แหละคือบุญอันยิ่งใหญ่ เป็นอริยะทรัพย์ที่ควรสร้างไว้ให้มากๆในใจของเรา เพื่อให้ใจของเรานำติดไปในชาติหน้า จึงทำให้เรามีสุขในชาตินี้ และสุขในชาติหน้า ดังนี้.
คาถาไว้ท่องธัมมะภาวนาให้จิตเกิดเป็นกุศลธรรมคือ “อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” ยิ่งท่องได้มากยิ่งจะทำให้มีสติรู้ปล่อยวางได้มาก ก็ยิ่งจะมีความสงบสุขได้มาก
โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง
วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556
การฝึกจิตให้สงบจากกิเลสกาม
การฝึกจิตให้สงบจากกิเลสกาม สงบจากอกุศลธรรม แม้จะยากควรทำไว้
ในโลกแห่งการรับรู้ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธัมมารมณ์คือการนึกคิด ที่มีแต่อารมณ์และความรู้สึก ยินดียินร้ายบ้าง, ความพอใจหรือไม่พอใจบ้าง, ความชอบใจหรือไม่ชอบใจบ้าง, ความรู้สึกเหล่านี้เรียกว่ากิเลสกาม หรืออกุศลธรรม เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็มีแต่จะสร้างความเศร้าหมองให้กับจิตของตน ถ้าไม่ฝึกจิตให้รู้ปล่อยวางเสียบ้าง ก็จะมีแต่สร้างความฟุ้งซ่านให้กับจิตของตน จนทำให้เกิดเป็นความทุกข์ใจได้
การฝึกจิตของตนให้รู้ปล่อยวาง มีแต่จะได้กับได้ ไม่มีเสียอะไรเลย นึกได้ก็ท่องธัมมะภาวนาไว้ไปเลื่อยๆว่า “ อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” ยิ่งนึกท่องภาวนาไว้ได้มาก สติก็จะเกิดรู้ปล่อยวางได้มาก บุญก็จะเกิดได้มากตามไปด้วย จิตที่มีสติรู้ปล่อยวางในอารมณ์ก็คือ กุศลธรรม เป็นบุญคือความสบายใจ ยิ่งมีกุศลธรรมมาก ก็ยิ่งจะทำให้จิตสงบมาก กิเลสกามหรืออกุศลธรรม ก็คือความโลภ ความโกรธ ความหลง ถ้าไม่ละเสียคือไม่รู้ปล่อยวางเสีย ก็จะทำให้เราเกิดอัตตาและอคติ มีแต่เกิดความทุกข์ ควรฝึกจิตของตนให้รู้ละเสีย จิตก็จะสงบจากกิเลสกาม และสงบจากอกุศลธรรม ดังนี้.
โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง
ในโลกแห่งการรับรู้ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และธัมมารมณ์คือการนึกคิด ที่มีแต่อารมณ์และความรู้สึก ยินดียินร้ายบ้าง, ความพอใจหรือไม่พอใจบ้าง, ความชอบใจหรือไม่ชอบใจบ้าง, ความรู้สึกเหล่านี้เรียกว่ากิเลสกาม หรืออกุศลธรรม เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็มีแต่จะสร้างความเศร้าหมองให้กับจิตของตน ถ้าไม่ฝึกจิตให้รู้ปล่อยวางเสียบ้าง ก็จะมีแต่สร้างความฟุ้งซ่านให้กับจิตของตน จนทำให้เกิดเป็นความทุกข์ใจได้
การฝึกจิตของตนให้รู้ปล่อยวาง มีแต่จะได้กับได้ ไม่มีเสียอะไรเลย นึกได้ก็ท่องธัมมะภาวนาไว้ไปเลื่อยๆว่า “ อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” ยิ่งนึกท่องภาวนาไว้ได้มาก สติก็จะเกิดรู้ปล่อยวางได้มาก บุญก็จะเกิดได้มากตามไปด้วย จิตที่มีสติรู้ปล่อยวางในอารมณ์ก็คือ กุศลธรรม เป็นบุญคือความสบายใจ ยิ่งมีกุศลธรรมมาก ก็ยิ่งจะทำให้จิตสงบมาก กิเลสกามหรืออกุศลธรรม ก็คือความโลภ ความโกรธ ความหลง ถ้าไม่ละเสียคือไม่รู้ปล่อยวางเสีย ก็จะทำให้เราเกิดอัตตาและอคติ มีแต่เกิดความทุกข์ ควรฝึกจิตของตนให้รู้ละเสีย จิตก็จะสงบจากกิเลสกาม และสงบจากอกุศลธรรม ดังนี้.
โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง
บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ
บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ คือ สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ หรือกล่าวอย่างง่ายๆว่า การกระทำที่เกิดเป็นบุญ เป็นกุศล แก่ผู้กระทำดังต่อไปนี้
๑. บุญสำเร็จได้ด้วยการบริจาคทาน (ทานมัย) คือการเสียสละนับแต่ทรัพย์ สิ่งของ เงินทอง ตลอดจนกำลังกาย สติปัญญา ความรู้ความสามารถ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยส่วนรวม รวมถึงการละกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ ออกจากจิตใจ จนถึงการสละชีวิตอันเป็นสิ่งมีค่าที่สุดเพื่อการปฏิบัติธรรม
๒. บุญสำเร็จได้ด้วยการรักษาศีล (สีลมัย) คือกา...
รตั้งใจ รักษาศีล และการปฏิบัติตนไม่ให้ละเมิดศีล ไม่ว่าจะเป็นศีล ๕ หรือศีล ๘ ของอุบาสกอุบาสิกา ศีล ๑๐ ของสามเณร หรือ ๒๒๗ ข้อของพระภิกษุ เพื่อรักษากาย วาจา และใจ ให้บริสุทธิ์สะอาด พ้นจากกายทุจริต ๔ ประการ คือ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ละเว้นจากการลักทรัพย์ ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม และเสพสิ่งเสพติดมึนเมา อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท วจีทุจริต ๔ ประการ คือไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดปด ไม่พูดเพ้อเจ้อ และไม่พูดคำหยาบ มโนทุจริต ๓ ประการ คือ ไม่หลงงมงาย ไม่พยาบาท ไม่หลงผิดจากทำนองคลองธรรม
๓. บุญสำเร็จได้ด้วยการภาวนา (ภาวนามัย ) คือการอบรมจิตใจในการละกิเลส ตั้งแต่ขั้นหยาบไป จนถึงกิเลสอย่างละเอียด ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นโดยใช้สมาธิปัญญา รู้ทางเจริญและทางเสื่อม จนเข้าใจอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค เป็นทางไปสู่ความพ้นทุกข์ บรรลุมรรค ผล นิพพานได้ในที่สุด
๔. บุญสำเร็จได้ด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ (อปจายนมัย) คือการให้ความเคารพ ผู้ใหญ่และผู้มีพระคุณ ๓ ประเภท คือ ผู้มี วัยวุฒิ ได้แก่พ่อแม่ ญาติพี่น้องและผู้สูงอายุ ผู้มี คุณวุฒิ หรือคุณสมบัติ ได้แก่ ครูบาอาจารย์ พระภิกษุสงฆ์ และผู้มี ชาติวุฒิ ได้แก่พระมหากษัตริย์ และเชื้อพระวงศ์
๕. บุญสำเร็จได้ด้วยการขวนขวายในกิจการที่ชอบ (เวยยาวัจจมัย) คือ การกระทำสิ่งที่เป็นคุณงามความดี ที่เกิดประโยชน์ต่อคนส่วนรวม โดยเฉพาะทางพระพุทธศาสนา เช่น การชักนำบุคคลให้มาประพฤติปฏิบัติธรรม มีทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น ในฝ่ายสัมมาทิฎฐิ
๖. บุญสำเร็จได้ด้วยการให้ส่วนบุญ (ปัตติทานมัย) คือ การอุทิศส่วนบุญกุศลที่ได้กระทำไว้ ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งปวง การบอกให้ผู้อื่นได้ร่วมอนุโมทนาด้วย ทั้งมนุษย์และอมนุษย์ ได้ทราบข่าวการบุญการกุศลที่เราได้กระทำไป
๗. บุญสำเร็จได้ด้วยการอนุโมทนา (ปัตตานุโมทนามัย) คือ การได้ร่วมอนุโมทนา เช่น กล่าวว่า “สาธุ” เพื่อเป็นการยินดี ยอมรับความดี และขอมีส่วนร่วมในความดีของบุคคลอื่น ถึงแม้ว่าเราไม่มีโอกาสได้กระทำ ก็ขอให้ได้มีโอกาสได้แสดงการรับรู้ด้วยใจปีติยินดีในบุญกุศลนั้น ผลบุญก็จะเกิดแก่บุคคลที่ได้อนุโมทนาบุญนั้นเองด้วย
๘. บุญสำเร็จได้ด้วยการฟังธรรม (ธัมมัสสวนมัย) คือ การตั้งใจฟังธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน หรือที่เคยฟังแล้วก็รับฟังเพื่อได้รับความกระจ่างมากขึ้น บรรเทาความสงสัยและทำความเห็นให้ถูกต้องยิ่งขึ้น จนเกิดปัญญาหรือความรู้ก็พยายามนำเอาความรู้และธรรมะนั้นนำไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ สู่หนทางเจริญต่อไป
๙. บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม (ธัมมเทสนามัย) คือ การแสดงธรรมไม่ว่าจะเป็นรูปของการกระทำ หรือการประพฤติปฏิบัติด้วยกาย วาจา ใจ ในทางที่ชอบ ตามรอยบาทองค์พระศาสดา ให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่บุคคลอื่น หรือการนำธรรมไปขัดเกลากิเลสอุปนิสัยเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น ให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธา มาประพฤติปฏิบัติธรรมต่อไป
๑๐. บุญสำเร็จได้ด้วยการทำความเห็นให้ตรง (ทิฏฐชุกัมม์) คือ ความเข้าใจในเรื่อง บาป บุญ คุณ โทษ สิ่งที่เป็นแก่นสารสาระหรือที่ไม่ใช่แก่นสารสาระ ทางเจริญทางเสื่อม สิ่งอันควรประพฤติสิ่งอันควรละเว้น ตลอดจนการกระทำความคิดความเห็นให้เป็นสัมมาทิฏฐิอยู่เสมอ
บุญกิริยาวัตถุทั้ง ๑๐ ประการนี้ ผู้ใดได้ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งหรือยิ่งมากจนครบ ๑๐ ประการแล้ว ผลบุญย่อมเกิดแก่ผู้ได้กระทำมากตามบุญที่ได้กระทำ ยิ่งได้มีการเตรียมกาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์ ตั้งใจจรดเข้าสู่ศูนย์กลางกาย หยุดในหยุด เข้าไปแล้วก็ยิ่งได้รับบุญมหาศาลตามความละเอียดประณีตที่เข้าถึงยิ่งๆ ขึ้นไป
ที่มา http://www.dhammakaya.org
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
หลวงพ่อเงินวัดบางคลานพิจิตร
ด้านหน้า ด้านหลัง พระผงรูปเหมือนข้างพัดหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิจิตร เนื้อเก่ายุคต้นๆ ราคาเบาๆ ครับ ๙๙๙.๙๙๙ บาท โทร 08722...
-
เหตุที่ตระกูลอันมั่งคั่งจะตั้งอยู่นานไม่ได้เพราะสถาน ๔ ๑.ไม่แสวงหาพัสดุที่หายแล้ว, ๒. ไม่บูรณะพัสดุที่คร่ำคร่า, ๓. ไม่รู้จักประมาณในการบ...
-
ด้านหน้า ด้านหลัง พระผงรูปเหมือนข้างพัดหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิจิตร เนื้อเก่ายุคต้นๆ ราคาเบาๆ ครับ ๙๙๙.๙๙๙ บาท โทร 08722...
-
พระกรุนาดูน นาคปรก พิมพ์เล็กนิยม ยุคทวารวดี ด้านหน้า ด้านหลัง ราคาเบาๆ ครับ 89.000 บาท โทร 0872250463 ต้น