วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2556

ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมบ่อยครั้ง

     ผู้ก่อเหตุมีการศึกษาดีเยี่ยม มีฐานะร่ำรวย มีชื่อเสียงดี จนไม่น่าเชื่อว่าเขาจะทำสิ่งที่เลวร้ายได้ขนาดนั้นแต่ก็ได้ทำไปแล้ว ทำให้น่าเชื่อได้ว่า เด็กที่มาความเฉลียวฉลาดทางสติปัญญา หรือที่เรียกว่าไอคิวสูง (Intelligence Quotient) สมองดี เรียนเก่งอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพดีและมีความสุข

คนที่มีไอคิวสูงเพียงอย่างเดียว แต่อีคิวต่ำเมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรค มีปัญหาหนักๆ เข้ามาในชีวิตมักจะไม่สามารถยอมรับความจริงได้ เกิดความทุกข์มากมองโลกในแง่ร้าย ท้อแท้เสียกำลังใจ และหาทางออกด้วยการทำร้ายตัวเอง ทำร้ายผู้อื่นดังปรากฎเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่เกือบจะทุกวัน เช่น
นักเรียนตัดสินใจฆ่าตัวตายเพราะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ มีบางครอบครัว พ่อมีปัญหาหนี้สินแทนที่จะพยายามหาเงินมาใช้หนี้ กลับคิดสั้นหนีปัญหาด้วยการฆ่าลูกเมียและตัวเองตายกันทั้งครอบครัว

แม้คนเก่งระดับประเทศหากมีแต่ไอคิวไม่มีอีคิวก็ไม่สามารถแก้ปัญหาชีวิตได้ ตัวอย่างเช่น รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรของญี่ปุ่นแขวนคอฆ่าตัวตาย เพื่อหนีจากการที่เขาต้องเผชิญหน้ากับการถูกซักฟอกในรัฐสภาจากกรณีอื้อฉาวเรื่องการทุจริตหลายคดีที่กระทบความมั่นคงของรัฐบาล หรือ

เมื่อต้นปีนี้มีข่าวใหญ่เกี่ยวกับผู้หญิงเก่งระดับประเทศ เป็นนักบินอวกาศหญิงขององค์การนาซ่า สหรัฐอเมริกาวางแผนฆ่าผู้หญิงที่เธอคิดว่ามาแย่งแฟนถึงแม้จะเป็นผู้หญิงที่ทั้งเก่งทั้งเกร่ง ผ่านการทดสอบความสามารถมามากมายหลายรูปแบบกว่าจะเป็นนักบินอวกาศได้แต่เมื่อใช้อารมณ์เป็นใหญ่ ก็ทำเรื่องเสียหายอย่างมหันต์ได้

ชีวิตคนเราไม่ว่าจะร่ำจะรวย มีอำนาจวาสนา มีความสามารถ มีการศึกษาสูงขนาดไหนก็ตาม หากขาดการพัฒนาจิตใจ พัฒนาด้านอีคิว จิตใจก็จะอ่อนแอ ไม่มีกำลังใจเมื่อใจไม่ดี ใจเสียอย่างเดียว ก็เท่ากับเสียทั้งหมด เอาชนะอารมณ์ตัวเองไม่ได้ แพ้กิเลสในใจตัวเองแล้ว ก็แพ้ทั้งหมด

หนังสือ ชนะใคร ไม่เท่าชนะใจตน
พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสสโก

การฝึกเตือนตนเป็นสิ่งสำคัญ

         เราอยู่ในโลกแห่งการรับรู้ สิ่งประดิษฐ์ที่มีเทคโนโลยีอันทันสมัยมากมาย ที่ชวนให้รัก,ชักให้เกิดความใคร่,พาใจให้ไหลหลง, ที่มากับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่จัดเป็นวัตถุแห่งกาม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเรากระทบรับรู้สิ่งใหม่ๆเหล่านี้อยู่ทุกวันเสมอๆ แล้วรู้สึกยินดียินร้ายที่ใจ,มีพอใจหรือไม่พอใจ,มีความชอบใจหรือไม่ชอบใจ, จึงเกิดเป็นกิเลสกาม หรืออกุศลจิต เป็นเหตุให้เกิดกิเลสกามตัณหา เกิดอัตตาอคติ เกิดโลภะ เกิดโทสะ เกิดโมหะ เป็นความทุกข์ใจตามมา ทำให้จิตไม่สงบเพราะกิเลสเหล่านั้น พระพุทธองค์จึงได้ทรงสอนให้ละเสียซึ่งกิเลสกาม และละอกุศลธรรมทั้งหลาย การที่เราจะละได้ก็ต้องอาศัยการท่องภาวนา(เป็นการดำริชอบ)คือการท่องบ่นอยู่ในใจไว้เสมอๆ เป็นการอบรมตนเตือนตนเองสอนตนเอง อยู่เนืองนิตย์เรียกว่าการใช้ปัญญาอบรมสมาธิ เพื่อสร้างความรู้ตัวให้กับจิต(คือสัมปชัญญะ) อันเป็นเหตุให้จิตเกิดสติ ถอนความพอใจหรือความไม่พอใจ,ถอนความยินดียินร้าย,ถอนความชอบใจหรือไม่ชอบใจ,ในโลกแห่งการรับรู้ออกเสียได้ หรือคือการระลึกได้รู้ปล่อยวางในอารมณ์ เพื่อไม่ให้เกิดกิเลสกามตัณหา หรืออกุศลจิตที่ยังไม่เกิด ไม่ให้เกิดขึ้นอีก ที่เคยเกิดขึ้นแล้วจะไม่มาเกิดขึ้นอีก คำภาวนามีอยู่ว่า “ อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” ภาวนากันไว้นะจิตจะได้เกิดสติเป็นกุศลธรรม อันเป็นเหตุให้จิตเกิดความสงบสุขและนิ่ง(เป็นอธิจิต) และยังเป็นเหตุให้เกิดปัญญา(คืออธิปัญญา) รู้และเข้าใจในสภาวธรรม(คือสิ่งที่เป็นเองตามธรรมดาของเหตุปัจจัย) และหลักธรรมทั่งหลายได้ จึงเรียกว่ารู้ภาษาธรรม และมีวิหารธรรมเป็นเครื่องอยู่ของจิตคือสันติสุข และมีสติรู้ระวังไม่กระทำผิดศีล(คืออธิศีล) ดังนี้.

ดังคติธรรมคำกลอนมีกล่าวไว้อยู่บทหนึ่งว่า

ตนเตือนตน...ของตน...ให้พ้นผิด... ตนเตือนจิต...ของตนได้...ใครจะเหมือน
ตนเตือนตน...เตือนไม่ได้...ใครจะเตือน... ตนแชเชือน...ใครจะเตือน...ให้ป่วยการ.

หลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

คำสอนหลวงพ่อชา สุภทฺโท

ยอดคำสอน เป็นคำสอน เป็นคติ เป็นปรัชญาสั้นๆ ที่คมลึกซึ้ง
ใครได้ฟังแล้วจะเกิดความรู้สึกซาบซึ้ง
และบางครั้งอาจจะถึงกับอุทานออกมาว่า ท่านคิดและกลั่นกรองคำเหล่านี้
ออกมาจากจิตได้อย่างไร ถ้าจิตนั้นไม่บริสุทธิ์แจ่มใสเยี่ยงผู้บรรลุธรรม

คำสอนของหลวงปู่ชาทั้งหมด สามารถสรุปลงได้ดังนี้

1. จุดหมาย : มรรค ผล นิพพาน พ้นทุกข์
2. เนื้อหา : ศีล สมาธิ ปัญญา
3. วิธีการ : สมถ วิปัสสนา
4. กลวิธี : มองเข้าหาตัว
ดูธรรมชาติ เปรียบเทียบ กับธรรมชาติ
ทำให้ดู แล้วรู้ตาม

การปฏิบัติคืออำนาจ
พระพุทธศาสนาไม่มีอำนาจอะไรเลย
แม้ก้อนทองคำก็ไม่มีราคา ถ้าเราไม่มารวมกันว่ามันเป็นโลหะที่ดีมีราคา
ทองคำมันก็ถูกทิ้งเหมือนก้อนตะกั่วเท่านั้นแหละ

พระพุทธศาสนาตั้งไว้มีอยู่
แต่ถ้าเราไม่ประพฤติปฏิบัติ จะไปมีอำนาจอะไรเล่า
อย่างธรรมะเรื่องขันติมีอยู่ แต่เราไม่อดทนกัน
มันจะมีอำนาจอะไรไหม?

ชนะตนเอง
ถ้าเราเอาชนะตัวเอง
มันก็จะชนะทั้งตัวเองชนะทั้งคนอื่น
ชนะทั้งอารมณ์ ชนะทั้งรูป ทั้งเสียง ทั้งกลิ่น
ทั้งรส ทั้งโผฎัฐพพะ
เป็นอันว่าชนะทั้งหมด

สุขทุกข์
คนที่ไม่รู้จักสุข ไม่รู้จักทุกข์นั้น
ก็จะเห็นว่า สุขกับทุกข์นั้นมันคนละระดับ
มันคนละราคากัน
ถ้าผู้รู้ทั้งหลายแล้ว ท่าน จะเห็นว่า
สุขเวทนา กับทุกขเวทนา
มันมีราคาเท่าๆ กัน

หัวใจของพระพุทธศาสนา

      หัวใจของพระพุทธศาสนาคือ “โอวาทปาติโมกข์” มี ๓ อย่างคือ ๑.การไม่ทำบาปทั้งปวง, ๒.การทำกุศลให้ถึงพร้อม, ๓.การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ,

จะอธิบาย ในหัวข้อธรรมทั้ง ๓ ของ “โอวาทปาติโมกข์” คือหลักพระธรรมสำคัญของพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ ควรศึกษา และโน้มนำมาประพฤติปฏิบัติธรรมได้จริงในชีวิตประจำวันของเรา

หัวข้อที่ ๑. ที่ว่าการไม่ทำบาปทั้งปวงได้แก่การไม่ประพฤติผิด ในทุจริตธรรม ๓ อย่างคือทางกายทางวาจาและทางใจ
แต่ควรประพฤติสุจริตธรรมแทน มีสุจริตทางกาย คือไม่ทำบาปด้วยกายมี ๓ อย่าง คือไม่ฆ่าสัตว์ ๑, ไม่ลักทรัพย์ ๑, ไม่ประพฤติในกาม ๑, นี่จัดเป็นสุจริตทางกาย.
วจีสุจริต คือการไม่ทำบาปด้วยวาจา ๔ คือ การไม่พูดเท็จคือพูดโกหก ๑, การไม่พูดด่าคือคำหยาบ ๑, การไม่พูดส่อเสียดคือพูดแทงใจคนให้เจ็บช้ำน้ำใจ ๑, การไม่พูดเพ้อเจ้อคือพูดทีเล่นทีจริงไร้สาระ ๑, นี่จัดเป็นสุจริตทางวาจา.
มโนสุจริต คือการไม่ทำบาปด้วยใจมี ๓ คือ การไม่คิดพยาบาทคิดปองร้ายใคร ๑, การไม่คิดโลภอยากได้ของๆเขา ๑, การไม่ไม่คิดเห็นผิดจากธรรมนองและครองธรรม ๑, นี่จัดเป็นสุจริตทางใจ.
รวมการไม่ทำบาปทั้งหมดนี้คือ สุจริตธรรม คือไม่ควรประพฤติในทุจริตธรรมทางกาย ทางวาจา และทางใจ ที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับสุจริตธรรม ควรประพฤติแต่สุจริตธรรมไว้เสมอ จะทำให้จิตเป็นบุญเป็นกุศล,

หัวข้อที่ ๒. ที่ว่าการทำกุศลให้ถึงพร้อมก็คือ การรู้ในการดำริชอบ เพื่อไม่ให้จิตเกิดอกุศล พระพุทธองค์จึงได้ทรงให้เรา ดำริในการออกจากกาม ๑, ดำริในการไม่มุ่งร้าย ๑, ดำริในการไม่เบียดเบียน ๑, เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเหตุให้จิตเกิดอกุศล มีโลภ โกรธ หลง ครอบงำจิตอยู่
ความหมายของคำว่ากาม ได้แก่อารมณ์หรือความรู้สึกยินดียินร้าย ที่มีต่อการได้รับรู้ใน รูป เสียง กลิ่น สัมผัส และธัมมารมณ์ ที่ชวนให้รัก,ชักให้เกิดความใคร่,พาใจให้ไหลหลง, เมื่อเกิดยินดียินร้ายต่อการรับรู้ขึ้นแล้ว จึงเรียกว่าเกิดกิเลสกาม, คำว่าดำริในการไม่มุ่งร้าย ได้แก่อาการที่คิดเห็นอยู่ในใจที่ชอบมองคนในแง่ร้ายอยู่เสมอๆ ด้วยการคิดว่าร้ายคนอื่นในใจ, คำว่าดำริในการไม่เบียดเบียน ได้แก่อาการที่คิดเห็นในทางพยาบาทปองร้ายคนอื่นอยู่เสมอๆ จึงเป็นที่มาแห่งการเบียดเบียนทำร้ายได้ และเป็นที่มาของหัวข้อธรรมในการภาวนาได้ที่เรียกว่า ธัมมะภาวนา ได้แก่ “ อย่ายินดียินร้าย...อย่าว่าร้ายใคร...อย่าคิดร้ายใคร...” เมื่อเราได้นำมาท่องภาวนาไว้เสมอๆ ในชีวิตประจำวัน ก็จะทำให้เกิดสติระลึกรู้ไม่ให้บาปและอกุศลจิตเกิดขึ้น จิตของเราก็จะเกิดเป็นกุศลจิตกุศลธรรม จึงควรมีความเพียรชอบในการท่องธัมมะภาวนาไว้เสมออย่างน้อยให้ได้ ๓๐ ครั้งต่อวัน เพื่อเป็นการทำกุศลให้ถึงพร้อมไว้ในจิตของตน,

หัวข้อที่ ๓. ที่ว่าการชำระจิตของตนให้ขาวรอบได้แก่ เมื่อเรามีความเพียรชอบในการเจริญสติด้วยธัมมะภาวนา จนจิตมีสติทำความสงบนิ่งได้แล้ว ก็ควรที่จะมีการตามดูรู้เห็นจิตของตนไว้เสมอ อย่าให้จิตมาร มาคอยดลจิตดลใจ ให้จิตนึกไปในสิ่งที่ล่วงไปแล้ว(ได้แก่ความจำได้หมายรู้ในสัญญาขันธ์) หรือที่อยากจะทำสิ่งต่างๆ เพราะจะทำให้จิตหลงคิด จนเกิดเป็นความฟุ้งซ่าน ให้เราพิจารณาถึงความไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งที่กำลังนึก-คิดนั้น เพราะเป็นเหตุให้จิตเกิดทุกข์ ความยึดถือในสิ่งที่นึก-คิดนั้นจัดเป็นสมุทัย คือใจเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ ควรละความยึดมั่นถือมั่น ในการนึก-คิดนั้นเสีย เมื่อเรารู้พิจารณาทำได้อย่างนี้ไว้ตลอดก็จัดเป็นผู้รู้ชำระจิตของตน จะทำให้จิตของเรามีความขาวรอบยิ่งขึ้น มีความผ่องใสมีสติปัญญา ควรต่อการบรรลุใน
คุณธรรมที่สูงยิ่งๆขึ้นไป จนบรรลุในพระนิพพานได้ ดังนี้. (ควรอ่านหลายๆเที่ยวเพื่อให้เกิดความเข้าใจยิ่งๆขึ้น)

โดยหลวงพ่ออุดม มหาปุญโญ วัดป่าหนองเลง

หลวงพ่อเงินวัดบางคลานพิจิตร

ด้านหน้า ด้านหลัง พระผงรูปเหมือนข้างพัดหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน พิจิตร เนื้อเก่ายุคต้นๆ ราคาเบาๆ ครับ  ๙๙๙.๙๙๙ บาท โทร 08722...